Saturday, December 17, 2016

เลือกซื้อเครื่องนอนอย่างไร เพื่อลดการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้ และป้องกันไรฝุ่น ระดับไมครอนได้

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


เลือกซื้อเครื่องนอนอย่างไร เพื่อลดการสัมผัส สารก่อภูมิแพ้ และป้องกันไรฝุ่น ระดับไมครอนได้


สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น ควรรักษาความสะอาดของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เพื่อลดจำนนไรฝุ่น ห้องนอนเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของไรฝุ่น ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติป้องกันไรฝุ่นคลุมผ้าห่ม ปลอกหมอนและไม่ควรใช้เครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า หรือปูพรม

วิธีเลือกซื้อเครื่องนอนกันไรฝุ่น รูอากาศขนาดเล็ก ไรฝุ่นมีขนาดประมาณ 100-400 ไมครอน (ขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)) มูลและไข่ของมันมีขนาดประมาณ 10-30 ไมครอน เส้นผ่านศูนย์กลางของช่องว่างในเนื้อผ้าควรเล็กกว่า 53 ไมครอน จึงจะป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นผ่านไปมาได้ และควรเล็กกว่า 10 ไมครอนจึงจะป้องกันไม่ให้มูลและไข่ของมันทะลุผ่านไปมาได้

ผ้ากันไรฝุ่นทำมาจากวัสดุหลายประเภทมาก เช่น ผ้าอัดใย (non-woven), ผ้าทอแน่น (woven), ผ้าเคลือบยา, ผ้าเคลือบฟิลม์ (laminate covers) พลาสติก และอื่นๆ รูอากาศขนาดเล็กที่มีขนาดของรูวัสดุเล็กกว่าขนาดของมูลไรฝุ่น ที่น้อยกว่า 10 ไมครอน (ขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer))   จะสามารถกั้นไม่ให้เศษมูลไรเล็ดลอด ฟุ้งลอยออกจากเครื่องนอนได้ ดังนั้นรูอากาศขนาดเล็กนี้ก็จะทำให้เราสูดดมสารก่อภูมิแพ้เข้าร่างกายได้ สำหรับผ้ากันไรฝุ่นชนิดเคลือบยาจะฆ่าตัวไรฝุ่นหากไรฝุ่นเดินมาสัมผัส ซึ่งแบบนี้ไม่แนะนำให้ใช้เพราะอาจไม่ปลอดภัยในระยะยาว

เลือกซื้อชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี เครื่องนอนที่มีคุณสมบัติป้องกันไรฝุ่นบางชนิดผสมสารเคมีเพื่อขับไล่ไรฝุ่น และมีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนหนึ่งที่แพ้สารเคมีเหล่านี้ ควรสอบถามปริมาณส่วนผสมของสารเคมีเหล่านี้ให้แน่ชัดและนำไปปรึกษาแพทย์ สารเคมีเหล่านี้จะจางหายไปเมื่อนำไปซักด้วยน้ำ แต่ประสิทธิภาพในการขับไล่ไรฝุ่นก็จะลดลงไปด้วย

เลือกซื้อชนิดที่สามารถระบายอากาศได้ดี หากระบายอากาศไม่ดีจะทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกร้อน ส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ  วิธีใช้เครื่องนอนป้องกันไรฝุ่น สวมปลอกหมอนหรือผ้าห่มป้องกันไรฝุ่นหุ้มหมอนหรือผ้าห่ม คลุมที่นอนด้วยผ้าปูหรือแผ่นรองนอนกันไรฝุ่น และปูผ้าปูที่นอนทับอีกครั้ง ซักเครื่องนอนป้องกันไรฝุ่นด้วยน้ำอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส ทุก ๆ สองสัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นรองนอนที่หนักและเป็นขน

Cr. ข่าวสารจาก http://www.thailovehealth.com/disease/health-850.html

ไม่ยอมยกธงขาว! พรุ่งนี้นัดชุมนุมต้าน พรบ คอม กลางเมือง ที่ “หอศิลป์ และ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” เวลา 14.00 น

พรบ คอม


ไม่ยอมยกธงขาว!  พรุ่งนี้นัดชุมนุมต้าน พรบ คอม  กลางเมือง ที่ “หอศิลป์  และ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” เวลา 14.00 น


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกทวิตเตอร์ @blackplans ซึ่งอ้างตัวเป็นกลุ่ม Anonymous กลุ่มแฮกเกอร์ชื่อดังที่เคยออกปฏิบัติการเจาะระบบเว็บไซต์รัฐบาลและบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ได้ทวีตข้อความแถลงการณ์ประกาศต่อต้านรัฐบาลไทย ในการผ่านร่าง พรบ คอม ฯ ฉบับใหม่ พร้อมทั้งอ้างว่าได้เจาะข้อมูลในเว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้สำเร็จโดยข้อมูลที่อ้างว่าหลุดออกมานั้น ระบุรายชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานเว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้แก่ อีเมล พาสเวิร์ด คำตอบในการป้องกันความปลอดภัย และไอพีแอดเดรส จำนวน 9,000 รายชื่อ

ด้านเฟซบุ๊กแฟนเพจ พลเมืองต่อต้าน single gateway : thailand internet firewall ได้โพสต์ข้อความอ้างว่า กลุ่มแฮกเกอร์ได้เจาะฐานข้อมูลงานสืบสวนสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เช่นเดียวกัน ขณะที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.59 มีรายงานว่า กลุ่มผู้ต่อต้าน พรบ คอม ได้นัดรวมตัวกันผ่านสังคมออนไลน์ ในวันที่ 18 ธ.ค. 59 เวลา 14.00 น. บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเวลา 15.00 น. ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม BTS สนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อจัดกิจกรรมแสดงออกในการต่อต้านรัฐบาลในการผ่านร่าง พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับใหม่ หลังมีการล่ารายชื่อแล้วไม่เป็นผล

จากกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์ ผ่านร่าง พรบ คอม ไปเมื่อวานนี้ (16 ธ.ค.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. ….ในวาระ 2 และ 3 ด้วยคะแนน 168 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 คน ท่ามกลางเสียงคัดค้าน มีการล่ารายชื่อเพื่อเรียกร้องให้คว่ำร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างหนัก แต่ก็ไม่เป็นผล น.ส.ปิยะนุช ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุ ผลที่ออกมาถือว่าน่าผิดหวังอย่างมาก โดยยืนยันว่าเนื้อหาในร่างแก้ไข พรบ คอม ฉบับนี้เปิดช่องให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทย โดยกฎหมายดังกล่าว หลังการปรับแก้สมบูรณ์ ก็จะประกาศใช้นั้น

น.ส.ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในฐานะองค์กรหนึ่งที่ร่วมคัดค้านเนื้อหา พรบ คอม ที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนในร่างแก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้ขอบคุณผู้ร่วมลงชื่อคัดค้านมากกว่า 360,000 คน เพราะทำให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากมีความตื่นตัวที่จะออกมาปกป้องสิทธิของตนเองและผู้อื่น

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 19.00 น.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ของรัฐสภา ล่มเป็นการชั่วคราว โดยคาดว่า น่าจะเป็นผลมาจากกลุ่มต้าน พรบ คอม หรือ พ.ร.บ.คอมผิดเตอร์ ทำการโจมตีเว็บ ตามที่ได้มีการประกาศไว้ก่อนหน้านี้  และมีการการรณรงค์ระบุว่าจะเป็นการนัดชุมนุมแบบไม่มีแกนนำ   โดยจะจัดขึ้นในสองที่สองเวลา โดยที่แรกจะนัดชุมนุมที่ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.00 น. และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 14.00 น.

ในวันพรุ่งนี้จะมีการนัดชุมนุมต้าน พรบ คอม พรุ่งนี้ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อ ร่างพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบของ สนช. วานนี้  ทั้งนี้ จะเป็นการนัดชุมนุมแบบไม่มีแกนนำ โดยจะจัดขึ้นในสองที่สองเวลา โดยที่แรกจะนัดชุมนุมที่ หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในเวลา 15.00 น. และที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 14.00 น.

Cr.ข่าวคมชัดลึก,กรุงเทพธุรกิจ,

Friday, December 16, 2016

กรุงปารีส ออกกฎให้ทะเบียนรถคู่คี่สลับวันวิ่ง ลดภาวะฝุ่นละอองและวิกฤต มลพิษฤดูหนาว

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


กรุงปารีส ออกกฎให้ทะเบียนรถคู่คี่สลับวันวิ่ง ลดภาวะฝุ่นละอองและวิกฤต มลพิษฤดูหนาว 


ลดมลพิษฝุ่นละอองทางอากาศและมลพิษฤดูหนาว ตำรวจฝรั่งเศส กำหนดมาตรการกับเหล่าผู้ขับขี่ได้เริ่มแล้วตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมนี้   ในความพยายามจัดการกับปัญหามลพิษรอบๆกรุงปารีส โดยให้รถยนต์เลขทะเบียนคู่และคี่สลับวันกันวิ่ง ขณะที่เมืองหลวงแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาระหว่างวิกฤตมลพิษฤดูหนาวครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 10 ปี

เป็นเวลานานหลายสัปดาห์แล้วที่เมืองปารีสอยู่ภายใต้การคำประกาศเตือนด้านมลพิษ หลังพบมีค่า PM10 คือฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (ขนาด 1 ไมครอน (Micrometer) เท่ากับ 1 พันของมิลลิเมตร (1/1,000 มิลลิเมตร) หรือมีค่าเท่ากับ 1 ใน 1,000,000 เมตร ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)) เกินกว่า 80 ไมโครกรัมต่อตารางเมตรในอากาศ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานท้องถิ่น
     
กรุงปารีสเผชิญมลพิษในฤดูหนาวย่ำแย่และยาวนานที่สุดในรอบ 10 ปี ผลจากมลภาวะจากยานพาหนะและการเผาป่าในประเทศ เช่นเดียวกับสภาพอากาศในฤดูหนาวที่แทบไม่มีลมพัด ทำให้อากาศมลพิษไม่กระจายไปที่อื่น ฝรั่งเศสจึงออกกฎจัดการวิกฤตมลพิษฤดูหนาวลดค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ให้ทะเบียนคู่คี่สลับวันวิ่งในปารีสเพื่อลดมลภาวะฝุ่นละอองในอากาศ อย่างไรก็ตามมันถือว่าเล็กน้อยมากหากเทียบกับนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ที่เผชิญมลพิษสาหัสที่สุดในโลก ซึ่งมีค่า PM10 เกินกว่า 600 ในบางพื้นที่ นั้นหมายถึงมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก ๆ ไม่เกิน 10 ไมครอน อยู่เต็มเมืองหลวง นิวเดลี เป็นจำนวนมาก อันตรายต่อระบบการหายใจของคนและสัตว์

ข้อเสนอนี้มาจาก ตำรวจฝรั่งเศส กำหนดมาตรการกับเหล่าผู้ขับขี่ ในความพยายามจัดการกับปัญหามลพิษรอบๆกรุงปารีส โดยให้รถยนต์เลขทะเบียนคู่และคี่สลับวันกันวิ่ง ขณะที่เมืองหลวงแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกหนาระหว่างวิกฤตมลพิษฤดูหนาวครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 10 ปี ได้เริ่มแล้วตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมนี้  เป็นต้นไป เจ้าหน้าที่ในภูมิภาคปารีสสั่งให้รถยนต์ส่วนตัวพ้นจากไปท้องถนนราวครึ่งหนึ่ง โดยให้รถยนต์สลับวันกันวิ่งตามหใายเลขทะเบียนคู่และคี่

อย่างไรก็ตาม แอร์พาริฟ หน่วยงานเฝ้าระวังสภาพอากาศท้องถิ่น แสดงความข้องใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของข้อจำกัดดังกล่าว และผู้สื่อข่าวเอเอฟพีเผยว่ายังพบเห็นผู้ขับขี่จำนวนมากที่เพิกเฉยคำสั่งห้าม เจ้าหน้าที่ด้านการจราจรท้องถิ่นรายงานว่าพบปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้าคิดเป็นระยะทางรวม 415 กิโลเมตรรอบกรุงปารีส ซึ่งสาหัสกว่าปกติที่มีระยะทางรวมแค่ 300 กิโลเมตร
     
เซโกลีน โรยาล รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส ซึ่งถูกหนังสือพิมพ์หลายฉบับวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการลงมือแก้ไขปัญหา แจ้งว่าจะมีการหารือในระดับคณะรัฐมตรีเพื่อจัดการกับปัญหาด้านการจราจร มลพิษที่เพิ่มขึ้นรอบกรุงปารีสและพื้นที่อื่นๆของฝรั่งเศส แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านี้  โรยาลกล่าว พร้อมเผยว่าแนวคิดใหม่ๆอาจรวมถึงเพิ่มมาตรการจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อรถไฟฟ้า

เซโกลีน โรยาล รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศส  เธอบอกด้วยว่ามีข้อเสนอให้บังคับผู้ขับขี่แสดงใบรหัสสีรับรองคุณภาพอากาศบนรถยนต์ โดยหากพบรถคันใดมีคุณภาพอากาศที่สกปรก ก็อาจถูกห้ามสัญจรบนท้องถนนในการประกาศเตือนด้านมลพิษคราวต่อไป

Cr. ข่าวผู้จัดการ

เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล เล่นโหนสลิง (Zipline) ที่เชียงใหม่พลาดชนกันกลางอากาศ ร่างตกกระแทกพื้น ยังอยู่ในห้องไอซียู

อากาศ

เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล เล่นโหนสลิง (Zipline)  ที่เชียงใหม่พลาดชนกันกลางอากาศ ร่างตกกระแทกพื้น ยังอยู่ในห้องไอซียู


การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวแนวโลดโผน การโหนสลิงหรือซิปไลน์(Zipline)  ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวภาคเหนือ ตามแหล่งท่องเที่ยวแบบผจญภัย เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในเชียงใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เกิดคำถามถึงมาตรฐานการให้บริการ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย เนื่องจากที่ผ่านมา เกิดเหตุนักท่องเที่ยวโหนสลิงชนกันเจ็บตายเกิดขึ้นถี่ยิบ แล้วก็เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล เล่นซิปไลน์แหล่งท่องเที่ยว “บ้านแม่กำปอง” พลาดชนกันกลางอากาศ ร่างตกกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ล่าสุด 1 ใน 2 ยังอยู่ในห้องไอซียู

การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวแนวโลดโผน การโหนสลิงหรือซิปไลน์(Zipline) หรือการโหนสลิงจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง เหมือนทาร์ซาน แม้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตินั้น แต่หลายครั้งก่อให้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บขึ้นชนกันกลางอากาศ ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะไม่ยอมให้มีกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวในพื้นที่ขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะพื้นที่ที่ขออนุญาตเข้าไปดำเนินกิจกรรมท่องเที่ยวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ไม่ได้อยู่ในบริเวณที่กำหนดให้เป็นเขตบริการตามแผนการจัดการอุทยานแห่งชาติประกอบกับลักษณะการให้บริการ เป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอันตราย นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายธัญญา กล่าวก่อนหน้านี้
     
วันนี้ (16 ธ.ค.) เกิดเหตุนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล โหนสลิงหรือซิปไลน์(Zipline) ของแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในบ้านแม่กำปอง ม.3 ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ชนกันกลางอากาศทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คือ Mrs. Orit Rov อายุ 40 ปี เดินทางมาพร้อมสามี และลูกชาย ขณะนี้ยังอยู่ในห้องไอซียู และ Mr.Sahar Meir อายุ 42 ปี เดินทางมาพร้อมภรรยา  ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีกรายเป็นเด็กอายุ 7 ขวบ ชื่อ Boy Liam bobrow ซึ่งได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ แพทย์อนุญาตให้กลับที่พักได้แล้ว  ผู้สื่อข่าวรายงาน จากการสอบสวนในเบื้องต้นทราบว่า ทั้งคู่โหนสลิงตามกันมาทันกันจึงชนเข้าที่ด้านหลังอย่างแรง ก่อนร่วงลงพื้นได้รับบาดเจ็บ ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
     
ก่อนหน้านี้การโหนสลิงหรือซิปไลน์(Zipline)ก็มีอุบัติเหตุกลางอากาศ เช่นกัน  กรณีแพทย์ชาวจีน วัย 44 ปี ที่พลัดตกจากฐานบนยอดไม้ความสูง 12 เมตร จนเสียชีวิต ระหว่างใช้บริการเล่นซิปไลน์สถานที่ท่องเที่ยวใน ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน 58 ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวจีน โหนสลิงชนกับนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันได้รับบาดเจ็บสาหัส ในพื้นที่ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 58 นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน โหนสลิงชนกันกลางอากาศระหว่างใช้บริการเล่นซิปไลน์ในแหล่งท่องเที่ยวแบบผจญภัยเขต ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด
     
 และการโหนสลิงหรือซิปไลน์(Zipline)เมื่อวันที่ 11 ต.ค.58 นางหว่าง ฉี อายุ 32 ปี นักท่องเที่ยวชาวจีน ก็ประสบอุบัติเหตุกลางอากาศขณะร่วมกิจกรรมผจญภัยโหนสลิงซิปไลน์ ในสถานที่ท่องเที่ยวการโหนสลิงหรือซิปไลน์(Zipline)ของแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งใน “กระรอกบิน” หมู่ 5 บ้านปงไคร้ ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จนคอหักเสียชีวิต เป็นต้น

Cr. ข่าวผู้จัดการ

ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย เหอหนัน และซันตง เตรียมรับมือคลื่นมลพิษทางอากาศ ฝุ่นพิษขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ระลอกใหญ่ที่สุดของปี

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย เหอหนัน และซันตง เตรียมรับมือคลื่นมลพิษทางอากาศ ฝุ่นพิษขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ระลอกใหญ่ที่สุดของปี


นครหลวงแดนมังกรประกาศเตือนภัยสภาพอากาศระดับสูงสุด (สีแดง) ของรัฐบาลเทศบาลนครปักกิ่ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของปีนี้ เกิดขึ้นหลังจากรายงานพยากรณ์อากาศระบุว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย เหอหนัน และซันตง จะต้องเผชิญกับกลุ่มหมอกควันหนาทึบระหว่างคืนวันศุกร์ถึงคืนวันพุธ (16-21 ธ.ค.) ของสัปดาห์หน้าที่ประกอบไปด้วยฝุ่นพิษขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน  โดยในวันนี้ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงปักกิ่งจะควบคุมการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของประชาชนให้เป็นไปตามวันที่กำหนด โดยอ้างอิงจากหมายเลขทะเบียนรถว่าเป็นเลขคู่หรือเลขคี่ ซึ่งจะทำให้ปริมาณรถยนต์ที่สัญจรไปมาลดลงราวครึ่งหนึ่ง
     
เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมของจีนกล่าวว่า การโจมตีของหมอกมลพิษระยะเวลากว่าหกวันคราวนี้อาจเลวร้ายที่สุดในรอบปี และส่งผลกระทบต่อเมืองต่าง ๆ กว่า 20 แห่ง อย่างไรก็ดี เมืองและมณฑลใกล้เคียงอื่น ๆ กลับยังไม่มีการประกาศเตือนภัยสภาพอากาศเหมือนเมืองหลวง แม้จะมีรายงานว่าราวสามส่วนของฝุ่นพิษขนาดเล็กที่พบในหมอกควันซึ่งปกคลุมปักกิ่งก่อนหน้านี้เป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน จะพัดผ่านมาจากพื้นที่ใกล้เคียงก็ตาม จึงสั่งโรงงานชะลอการผลิต จำกัดปริมาณรถบนท้องถนน เตรียมรับมือคลื่นมลพิษทางอากาศระลอกใหญ่ที่สุดของปี
     
กระทรวงป้องกันสิ่งแวดล้อมของจีนเผย (14 ธ.ค.) ว่า คุณภาพอากาศของ 74 เมืองทั่วประเทศได้ย่ำแย่ลงในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยค่าเฉลี่ยพีเอ็ม 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นพิษขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนโดยที่ 1 ไมครอน เท่ากับ 1 พันของมิลลิเมตร (1/1,000 มิลลิเมตร) ที่สามารถวัดได้จาก เครืองมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) เท่านั้น ซึ่งจะก่ออันตรายอย่างยิ่งยวดต่อระบบทางเดินหายใจเพราะมีขนาดเล็กมากเล็ดลอดเข้าระบบทางเดินหายใจได้  โดยฝุ่นพิษได้ เพิ่มขึ้น 7.4 เปอร์เซ็นต์ เป็น 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
     
ขณะที่ค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของพีเอ็ม 2.5 ในภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ก็ดีดตัวพุ่งพรวดกว่า 8.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีกลาย ทำให้อากาศอัดแน่นไปด้วยฝุ่นพิษกว่า 102 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำค่าปลอดภัยไว้ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ทั้งนี้ ระบบเตือนภัยสภาพอากาศของจีนแบ่งออกเป็น 4 ระดับตามความรุนแรงมากไปหาน้อย ได้แก่ สีแดง สีส้ม สีเหลือง และสีน้ำเงิน โดยในระดับสูงสุด (สีแดง) ทางการจะสั่งจำกัดการใช้ยานยนต์ หยุดหรือลดการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรม ห้ามจุดพลุประทัดหรือปิ้งย่างอาหารกลางแจ้ง รวมถึงแนะนำประชาชนลดการทำกิจกรรมนอกบ้าน และโรงเรียนอาจงดการเรียนการสอนชั่วคราว

Cr.ข่าวผู้จัดการ

ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเครียด สลากกินแบ่งรัฐบาล เหลือเต็มแผง ทั้งที่เป็นวันออกรางวัล

สลากกินแบ่งรัฐบาล


ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเครียด สลากกินแบ่งรัฐบาล เหลือเต็มแผง ทั้งที่เป็นวันออกรางวัล

     
รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่า วันนี้ (16 ธ.ค.) บรรยากาศการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามแผงต่างๆ ในตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากวันนี้เป็นวันออกผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้มีประชาชนที่ชื่นชอบการแสวงโชคออกมาเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกันเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบว่า ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยหลายรายยังคงมีสลากกินแบ่งรัฐบาลเหลือวางขายเป็นจำนวนมากแทบจะเต็มแผงที่วางเรียงขาย  ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นผลกระทบมาจากสภาพเศรษฐกิจหรือไม่

สำหรับราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น หากเป็นใบเดียวมีการขายตามราคาที่ใบละ 80 บาท ซึ่งได้กำไรเพียงใบละ 2-4 บาทเท่านั้น เพราะรับซื้อมาจากยี่ปั๊วในราคาต้นทุนใบละ 76-78 บาท แล้ว ส่วนสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นเลขชุดนั้นยอมรับว่ามีการขายเกินราคา ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นทุนที่รับมาจากยี่ปั๊วก็มีราคาไม่ต่ำกว่าใบละ 90 บาทแล้ว แต่เนื่องจากสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นเลขชุดมักจะเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากกว่า และทำให้พอจะมีกำไรจากการขายได้บ้างในแต่ละงวด ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจในเรื่องนี้ดี และยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อในราคาดังกล่าว
     
ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยย่านตลาดรวมโชค ในตัวเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในช่วงหลายงวดที่ผ่านมายอดขายสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่คึกคักเหมือนช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านๆ มา ทำให้แต่ละงวดเหลือหวยที่ขายไม่หมดเป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่างหวยงวดวันที่ 1 ธ.ค.59 ที่ผ่านมา ของตัวเองเหลือมากถึง 200 ใบ ขณะที่ในงวดวันที่ 16 ธ.ค.59 ยังไม่มั่นใจว่าจะเหลือมากน้อยเท่าใด เพราะยอดขายซบเซามาตลอดจนกระทั่งวันนี้ที่เป็นวันออกผลหวย จึงมีความคึกคักขึ้น แต่ก็ถือว่าไม่คึกคักมากนักหากเปรียบเทียบกับทุกปีที่ตามปกติในทุกงวดของเดือนธันวาคมก่อนจะถึงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประชาชนจะให้ความสนใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลกันมากเป็นพิเศษ

ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยที่เชียงใหม่เครียด ถึงวันออกผลรางวัลแล้วยังเหลือวางขายเต็มแผง ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นผลกระทบมาจากสภาพเศรษฐกิจหรือไม่ ทั้งที่ขายตามราคาใบละ 80 บาท โดยงวดที่ผ่านมา เหลือมากถึง 200 ใบ ส่วนงวดนี้ยังต้องเสี่ยงกันต่อไป ขณะเดียวกัน วอนรัฐบาลหาทางออกจัดสรรโควตาให้ถึงมือผู้ค้ารายย่อยที่ทำเป็นอาชีพจริงๆ และจับกุมยี่ปั๊วดำเนินคดีขายเกินราคาบ้าง นอกจากนี้ ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยได้เรียกร้องถึงรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ถึงมือผู้ค้าที่ทำเป็นอาชีพจริงๆ ไม่ใช่ตกอยู่ในมือผู้ค้ารายใหญ่หรือยี่ปั๊ว ที่จ้างคนไปเข้าแถวหน้าตู้เอทีเอ็มเพื่อจองซื้ออย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และหากจะจับผู้ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา อยากให้ไปจับยี่ปั๊วด้วย ไม่ใช่ไล่จับแต่ผู้ค้ารายย่อยเท่านั้น

Cr.ข่าวผู้จัดการ

Thursday, December 15, 2016

ผิวหนังเทียม “E-Skin” ที่บางเพียง 3 ไมครอน พร้อมจอแสดงผลสุขภาพ สามารถปะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


ผิวหนังเทียม “E-Skin” ที่บางเพียง 3 ไมครอน พร้อมจอแสดงผลสุขภาพ สามารถปะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย


หากมนุษย์จะมีผิวหนังเทียมอัจฉริยะแปะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้า ข้อมือ และทำหน้าที่แสดงผลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้เจ้าของร่างกาย และทีมแพทย์ได้ทราบ เพราะวันนี้นักวิจัยของญี่ปุ่นได้ทำการพัฒนาแผ่นผิวหนังเทียมที่บางเพียง 3 ไมครอนซึ่ง 1 ไมโครมิเตอร์ เท่ากับ 1 ในพันของมิลลิเมตร (1/1,000 มิลลิเมตร) ที่สามารถวัดได้จากอุปกรณ์เครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) เท่านั้นจึงจะวัดความหนาได้ ซึ่งบางมาก ๆ เจ้าผิวหนังเทียมสามารถเป็นจอแสดงผลแปะติดบนร่างกายได้ อนาคตอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป
     
นอกจากนั้น ตัวแผ่นผิวหนังเทียมที่บางเพียง 3 ไมครอนนี้ยังสามารถยืด ย่นได้ตามการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยไม่เกิดความเสียหายต่อระบบการแสดงผล ทำหน้าที่แสดงผลความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้เจ้าของร่างกายและสามารถติดทนได้นานหลายวัน ขณะที่ผลงานการวิจัยชิ้นก่อนหน้านั้นผิวหนังเทียมจะสามารถติดบนร่างกายได้นานไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
     
โดยความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลงานของ 2 นักวิจัยชาวญี่ปุ่น จากมหาวิทยาลัยโตเกียวอย่าง ศาสตราจารย์ทาคาโอะ โซเมยะ (Prof.Takao Someya) และ ดร.โทโมยูกิ โยโกตะ (Dr.Tomoyuki Yokota) ซึ่งมีผลงานวิจัย และพัฒนาในสายงานด้านผิวหนังเทียมดังกล่าวมายาวนานนั่นเอง เพื่อให้ได้ผิวหนังเทียม “E-Skin” ที่บางเพียง 3 ไมครอน หรือ 3 ในพันของมิลลิเมตร (3/1,000 มิลลิเมตร) จากอุปกรณ์เครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)
     
อย่างไรก็ดี แผ่นผิวหนังเทียมอัจฉริยะนี้ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา ซึ่งการแสดงผลนั้นยังต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าอยู่ และแน่นอนว่า มันยังไม่สามารถอ่านค่าอะไรได้เลย แต่แนวคิดของ 2 นักวิจัยที่จะพัฒนามันให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปนั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะ ดร.โซเมยะ ที่มองว่า โลกจะเปลี่ยนแปลงไปอีกมากหากอนาคตมนุษย์มีผิวหนังเทียมแสดงเป็นหน้าจอแสดงผลติดอยู่บนร่างกาย และสามารถแสดงได้ว่า สภาพอารมณ์ของเขาเป็นอย่างไร ระดับความเครียดสูงหรือไม่ หรือกำลังรู้สึกวิตกกังวลอยู่หรือเปล่า หรือมากไปกว่านั้นมันอาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแจ้งเตือน เครื่องมือสื่อสารได้เลยก็เป็นได้
     
แน่นอนว่าบางคนอาจไม่ชอบที่จะต้องใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพราะอาจมีบางเรื่องที่ต้องการปกปิด แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่า เทคโนโลยีนี้หากพัฒนาสำเร็จจะมีความจำเป็นอย่างสูงในทางการแพทย์ ยิ่งหากทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วยแล้ว อาจสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้สามารถสื่อสารกับคนในครอบครัว หรือกระทั่งผู้ดูแลให้เข้าใจในความต้องการของตนเอง และช่วยให้การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้มีความสุขมากยิ่งขึ้น

Cr.ข่าวผู้จัดการ