Friday, February 16, 2018

เครื่องมือวัดแสง ห้องเรียน

เครื่องมือวัดแสง ห้องเรียน


ห้องเรียนของโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในเขตเมืองใหญ่ปัจจุบันส่วนมากเป็นห้องปรับอากาศโดยการปรับปรุงอาคารเรียนที่ออกแบบตามมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่ได้ออกแบบไว้ให้เป็นห้องเรียนปรับอากาศ เมื่อมีการปรับปรุงห้องเรียนให้สามารถติดเครื่องปรับอากาศได้ ก็มีความจำเป็นต้องกั้นห้องปิดหน้าต่าง ปิดประตูเพื่อปิดกั้นความร้อนจากภายนอก และใส่หลอดไฟเพื่อให้มีแสงสว่างแทนแสงจากธรรมชาติ และนอกจากนั้นถ้ามีการจัดการเรียนการสอนในเวลาค่ำที่ไม่มีแสงสว่างจากธรรมชาติหรือแสงแดด ไฟส่องสว่างในห้องเรียนจึงเป็นความจำเป็นเพื่อให้เกิดความสบายตาแก่นักเรียนและครูอาจารย์

ความเข้มแสง ที่เหมาะสม แต่ละห้องเรียน
ความสว่างที่เหมาะสมตามมาตรฐาน CIE (International Commission on Illumination) นั้น กำหนดให้ห้องทำงาน สำนักงาน ห้องคอมพิวเตอร์ และห้องเรียน มีความเข้มแสง 500 ลักซ์ วัดความเข้มแสงได้จาก เครื่องมือวัดแสง ส่วนห้องฝึกงานหรือห้องทำงานเขียนแบบ งานละเอียด 750 ลักซ์ งานชิ้นส่วนเล็ก 1,000 ลักซ์ งานชิ้นส่วนเล็กมาก งานเครื่องมือวัด 1,500 ลักซ์ และงานผ่าตัด 2,000 ลักซ์ เป็นต้น

ปรับความเข้มแสง ห้องคอมพิวเตอร์
สิ่งที่ต้องระวังในเรื่องการให้แสงสว่างในห้องหรือบริเวณที่มีจอคอมพิวเตอร์ ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดแสงสะท้อนขึ้นในจอคอมพิวเตอร์ซึ่งโดยทั่วไปก็คือ ถ้าติดตั้งหรือให้การส่องสว่างที่ไม่ถูกต้องบางครั้งก็มีแสงสะท้อนให้เห็นรูปโคมในจอคอมพิวเตอร์ ทำให้อ่านข้อความในจอได้ลำบาก วิธีการแก้ไขไม่ให้เกิดแสงดังกล่าวสามารถทำได้หลายอย่างอาทิ เช่น ในห้องที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ควรให้แสงสว่างทั้งแบบโดยตรงและโดยอ้อม ส่วนการติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ควรให้ทิศทางการมองเครื่องขนานกับกำแพงหรือไม่ควรวางเครื่องคอมพิวเตอร์ใกล้หน้าต่าง และโคมไฟแสงสว่างไม่ควรวางเหนือเครื่องคอมพิวเตอร์

เพิ่ม ความเข้มแสง ด้วยเหลอดไฟ
เมื่อมีการใส่หลอดไฟและปรับอากาศห้องเรียนอาจทำให้แสงสว่างในห้องเรียนไม่เพียงพอ หรืออาจมีแสงสว่างเกินกว่าที่ควรจะเป็น การดูแลให้ห้องเรียนมีแสงสว่างพอดีกับการเรียนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญซึ่งสามารถคำนวนค่าความเข้มแสงได้จาก เครื่องมือวัดแสงเพื่อช่วยลดปัจจัยสำคัญสำหรับปัญหาทางการมองเห็น ความสบายตาหรือสุขภาพตาของนักเรียนอย่างมาก มีนักเรียนจำนวนหนึ่งต้องใส่แว่นสายตาเพราะห้องเรียนมีแสงสว่างไม่พอหรือแสงสว่างมากเกินไป แล้วมักจะถูกละเลยจากผู้รับผิดชอบสถานศึกษา ที่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญความสว่างที่เพียงพอต่อความสบายตาของนักเรียนและครูอาจารย์ในห้องเรียน

แสงสว่างเพียงพอ ถนอมสายตา นักเรียน
การที่นักเรียนต้องเรียนอยู่ในห้องเรียนที่แสงสว่างไม่เพียงพอที่สายตาจะต้องปรับการมองเห็น เป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวันและ 5 วันต่อสัปดาห์ส่งผลต่อสุขภาพสายตาของนักเรียนอย่างมาก จากการสังเกตพบว่า นักเรียนโรงเรียนในเมืองใหญ่มีจำนวนนักเรียนใส่แว่นสายตามากกว่านักเรียนในต่างจังหวัดที่ห้องเรียนใช้แสงธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วย เช่น แฟชั่น การตระหนักในการดูแลสุขภาพ และฐานะทางเศรษฐกิจของนักเรียนในเมืองใหญ่เป็นตัวแปรร่วมด้วย

ลดความเมื่อยล้า สายตา ครูอาจารย์และนักเรียน
ส่วนปัญหาสายตาที่เกิดจากการจัดสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนและความเข้มแสงไม่เหมาะสมเกิดความเมื่อยล้าสายตานั้นสามารถแก้ไขได้โดยให้มีการตรวจวัดความสว่างในห้องเรียน ปรับเปลี่ยนหลอดไฟให้แสงสว่างเหมาะสมของแต่ละห้องที่ใช้งานต่างกัน เช่น ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และห้องทำงานเฉพาะทาง การเพิ่มลดแสงสว่างโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสุขภาพสายตาเกิดความเมื่อยล้าสายตาเป็นเวลานาน ๆ ที่เกิดขึ้นแก่นักเรียนและครูอาจารย์นั้นควรมีการทบทวนเพื่อหาความเหมาะสมสำหรับการปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ซึ่งสามารถทำได้ง่ายมากด้วยการวัดค่าความสว่างมาตรฐานตามความเหมาะสมของแต่ละห้องที่ใช้งานจริง สามารถช่วยลดความเมื่อยล้าสายตาและลดการตัดแว่นสายตาสำหรับครูอาจารย์และนักเรียน อีกทั้งสบายตา สบายใจและมีความสุขกับการเรียนการสอน

Cr.ไทยรัฐ,โมเม บล็อค

เครื่องมือวัดแสง ใน ห้องทำงาน

เครื่องมือวัดแสง ใน ห้องทำงาน


การมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวของเราถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกิจกรรมประจำวันตั้งแต่ตื่นเช้า การดำเนินกิจกรรม ส่วนตัว ทำอาหารในห้องครัว การเดินทาง การทำงาน อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ และอีกมากมายที่ต้องใช้สายตามองเพื่อให้เกิดประโยชน์ กับการดำเนินชีวิต การมองเห็นอย่างชัดเจนถูกต้อง และเกิดความสบายตา ควรมีการจัดแสงสว่างให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานที่ ลักษณะการดำเนินกิจกรรมของตน โดยแสงสว่างต้องมีปริมาณความเข้มข้นแสง ที่เหมาะสม มีคุณภาพสำหรับการมองเห็นที่ดี

ความเข้มแสง & การอ่านเอกสาร
แสงสว่างที่เหมาะต่อการอ่านเอกสารในห้องทำงาน ตามหลักวิชาการจะเรียกว่าดูความเข้มแสงที่เพียงพอต่อการอ่าน โดยจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter) วัดปริมาณแสง ในหน่วย Lux (ลักซ์) ซึ่งจะวัดความเข้มแสงออกมาเป็นตัวเลข โดยความเข้มแสงที่เหมาะกับการทำงาน เช่น อ่านเอกสารในห้องทำงานจะอยู่ที่ 300-500 Lux (ลักซ์) ดังนั้น เวลาอ่านหนังสือในแสงสว่างปกติ ที่ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไปจะดีที่สุด อาจจะอยู่ในร่มที่ไม่มีแดดส่องมาโดน หรืออ่านเอกสารในห้องทำงานตอนกลางคืน อาจจะต้องเปิดโคมไฟส่องเวลาอ่านหนังสือ

ความเข้มแสง & การมองเห็น
การจัดการความเข้มของแสงสว่างที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน แสงสว่างที่น้อยหรือมาก เกินไป หรือ แสงจ้า ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป เกิดความเมื่อยล้า กล้ามเนื้อหนังตากระตุก ปวดตา มึนศีรษะ นอนไม่หลับ ความสามารถในการมองเสื่อมลงเป็นผลให้เกิด อุบัติเหตุในการทำงาน การมองเห็นอย่างชัดเจนถูกต้อง และเกิดความสบายตา ควรมีการจัดแสงสว่างให้ถูกต้องเหมาะสมกับสถานที่ ลักษณะการทำงานของพนักงาน โดยแสงสว่างต้องมีปริมาณความเข้มข้นแสงที่เหมาะสมเพียงพอและมีคุณภาพสำหรับการมองเห็นทีดี ที่เราสามารถวัดความเข้มแสงที่เหมาะสม ด้วย เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter)

ความเข้มแสงที่เหมาะสม ห้องทำงาน 
-ห้องสุขา 100 ลักซ์
-ห้องประชุม 300 ลักซ์
-โรงอาหาร 200 ลักซ์
-ห้องคอมพิวเตอร์ 400 ลักซ์
-ห้องเก็บของ 50-200 ลักซ์
- ห้องพักฟื้น 50 ลักซ์
- ห้องตรวจรักษา 400 ลักซ์
- ห้องถ่ายเอกสาร 300 ลักซ์
- ห้องนิรภัย 100 ลักซ์
- ห้องจองตั๋วหรือห้องขายตั๋ว 400 ลักซ์

เพิ่มความเข้มแสง ด้วย หลอดไฟ
แสงสว่างนั้นมีผลกระทบต่อพนักงาน กรณี แสงสว่างน้อยเกินไป จะมีผลเสียต่อนัยน์ตา ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของนัยน์ตาที่ต้องเพ่งชิ้นงาน ทำให้เกิดอาการปวดศรีษะ มึนศรีษะได้ และในกรณีความเข้มแสงมากเกินไป จะทำให้พนักงานเกิดความไม่สบาย เมื่อยล้า ปวดตา กล้ามเนื้อตากระตุก ซึ่งทั้งแสงสว่างมากไปน้อยไป จะทำให้เกิดผลเสียทางสายตาแล้วยังทำให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงานขึ้นได้ด้วย แสงธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงควรตรวจสอบความเพียงพอของระบบไฟส่องสว่างในพื้นที่สำนักงาน ด้วย เครื่องมือวัดแสง (Lux Meter) ถ้าไม่เพียงพออาจจำเป็นต้องเพิ่มความสว่างในห้องทำงานด้วยการติดหลอดไฟส่องสว่างเพิ่ม

Cr.วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ

เครื่องมือวัดแสง ที่ทํางาน

เครื่องมือวัดแสง ที่ทํางาน



เนื่องจากที่ทำงานด้านเอกสารจะต้องใช้สายตาอย่างมาก เมื่อมีความเข้มของการส่องสว่างที่ไม่เพียงพอจะทำให้สายตาต้องปรับขยายรูม่านตาเพื่อเปิดรับแสงให้เข้ามามากขึ้น กล้ามเนื้อรอบดวงตาก็จะต้องทำงานหนัก ทำให้เกิดความเมื่อยล้าของสายตา เพราะการที่ต้องทำงานโดยใช้สายตาเป็นเวลานานก็มีผลต่อสุขภาพสายตาอยู่แล้ว หากมีปัจจัยอื่น เช่น แสงสว่างที่ไม่เพียงพอ จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ การทำงานที่ต้องใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ยังจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ไม่มีสมาธิในที่ทํางาน เกิดความเครียดในการทำงาน เป็นต้น

ลักซ์ ( Lux) ความเข้มแสง
ดังนั้นเราควรวัดความเข้มแสงซึ่งมีหน่วยเป็น ลักซ์ ( Lux) ที่จำเป็นเพื่อให้เหมาะสมกับที่ทํางานของคุณอย่างเห็นได้ชัดขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่กำลังทำ ความเข้มแสง (ลักซ์ ( Lux)) วัดได้ด้วย เครื่องมือวัดแสง ที่จำเป็นสำหรับสภาพแวดล้อมการทำงานที่แตกต่าง ระบบแสงสว่างที่ดี ต้องให้แสงที่พอเหมาะสมกับชนิดของงานที่ทำ และมีความสมํ่าเสมอของแสงสว่าง ไม่ใช่บางจุดก็มืด บางจุดก็สว่างจ้า นอกจากนี้เพดาน ผนัง และพื้นก็ต้องช่วยลดความจ้าของแสงด้วย เพราะแสงที่จัดจ้าจนเกินไป ไม่ว่าจะมาจากโคมไฟโดยตรง หรือเกิดจากการสะท้อนแสง ก็ล้วนแล้วแต่อันตรายกับดวงตาอันบอบบางของเราทั้งสิ้น ปกติแล้ว งานแต่ละชนิดจะมีความจำเป็นในการใช้แสงสว่างที่แตกต่างกันออกไป

เครื่องมือวัดแสง ในที่ทำงาน
การใช้เครื่องมือวัดความเข้มแสงในบริเวณนั้นๆ เพื่อตรวจสอบแสงสว่างภายในอาคาร บริเวณสถานที่ทำงาน เช่น สายงานการผลิตในโรงงาน หรือ ห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งต้องให้มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อสายตาพนักงาน การวัดความเข้มแสงและปริมาณแสงจึงควรมีอุปกรณ์วัดความเข้มแสง หรือที่เรียกว่า เครื่องวัดแสง (Lux Meter) เป็นอุปกรณ์สำหรับวัดความสว่างเฉพาะความเข้มที่ปรากฏในสายตาของมนุษย์ อาทิ เช่น ถ้าเป็นงานพิมพ์เอกสาร การเขียน การอ่าน จะต้องมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 400 ลักซ์ และสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ งานบันทึกข้อมูลและบริเวณที่แสดงผลข้อมูล (จอคอมพิวเตอร์และเครื่องพิมพ์) จะต้องมีความเข้มของแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 600 ลักซ์ ถ้ามีความสว่างไม่เพียงพอ จะเกิดความรู้สึกตาพร่า เวียนศีรษะ บางรายมีอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ทำให้ไม่มีสมาธิในที่ทํางาน

ความเข้มแสง ที่เหมาะสม ในที่ทำงาน
- ขนย้าย บรรจุ บด เกลี่ยวัตถุ ความเข้มแสงไม่ควรน้อยกว่า 50 ลักซ์
- การผลิตหรือประกอบชิ้นงานหยาบ ๆ การสีข้าว ความเข้มแสงในบริเวณนั้นไม่ควรน้อยกว่า 100 ลักซ์
- เย็บผ้า ควรมีแสงสว่างบริเวณนั้นไม่น้อยกว่า 200 ลักซ์
- สถานที่ทำงานที่ต้องการความละเอียดเป็นพิเศษ เช่น เจียรนัยเพชรพลอย ควรมีความเข้มแสงอย่างน้อย 1000 ลักซ์
- ถนน ทางเดิน เฉลียง ควรมีความเข้มแสง ไม่น้อยกว่า 50 ลักซ์ เป็นต้น

ความเข้มแสง ห้องสัมมนา ห้องเรียน
นอกจากนี้ห้องเรียน ห้องสัมมนาก็เช่นกัน การทำงานเอกสารที่มีความสว่างน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสายตาได้เนื่องจากจะต้องเพ่งสายตาเป็นเวลานาน เช่นการอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือในที่ที่มีแสงน้อยๆ จะทำกล้ามเนื้อตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องอ่านหนังสือและเขียนหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ เช่นมีการกำหนดความสว่างสำหรับห้องเรียน ห้องสัมมนาไว้ 300-700 Lux เป็นต้น ความสว่างที่เหมาะสมในสถานที่ต่างๆ จึงมีความสำคัญมากต่อการทำงาน เป็นการถนอมสายตาแก่พนักงาน จึงควรวัดความเข้มแสงด้วย เครื่องมือวัดแสง เพื่อกำหนดความสว่างที่เหมาะสมไว้ จะต้องให้แสงสว่างเพียงพอเพื่อให้แน่ใจว่าที่ทํางานและการอบรมที่ต้องใช้สายตากับเอกสารเหมาะสมและสบายแก่สายตา ที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและดีต่อสุขภาพสายตาของพนักงาน

Cr.EUafp,Stou

Thursday, January 19, 2017

ติดตาม ซากอุกกาบาตตก และ ตามเก็บขยะอวกาศนอกโลก

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


ติดตาม ซากอุกกาบาตตก และ ตามเก็บขยะอวกาศนอกโลก


โดยทั่วไปเวลาอุกกาบาตตก ส่วนใหญ่จะไม่มีใครเห็น แต่บางครั้งเราจะเห็นลูกไฟดวงใหญ่พุ่งผ่านท้องฟ้าไป ดังเมื่อวันที่ 7 กันยายน และ 2 พฤศจิกายน ปีกลายนี้ที่เหนือท้องฟ้าจังหวัดกาญจนบุรี มีคนเห็นลูกไฟ และถ่ายภาพเหตุการณ์ได้หลายคน แต่ไม่มีใครพบซากอุกกาบาตดังกล่าว เพราะเรายังไม่มีเทคโนโลยีการตรวจดูและคำนวณหาตำแหน่งที่มันตก เมื่อปี 2014 ได้มีการประชุมของสมาคมอุกกาบาต Meteoritical Society ที่เมือง Casablanca ใน Morocco เพื่ออภิปรายเทคนิคการค้นหาตำแหน่งที่อุกกาบาตตก (ไม่ว่าอุกกาบาตจะมีขนาดใหญ่เพียงใด) ทุกประเทศจะต้องมีเครือข่ายของกล้องถ่ายภาพอัตโนมัติที่จะติดตามถ่ายภาพ รวมถึงเส้นทางที่อุกกาบาตพุ่งไป พร้อมกันจำนวนหลายกล้อง เพื่อให้รู้ตำแหน่งที่แน่นอนใน 3 มิติ และต้องใช้เรดาร์รายงานข้อมูลของสภาพดินฟ้าอากาศขณะอุกกาบาตตก ซึ่งหมายถึงรู้ทิศ และความเร็วของกระแสลมในบริเวณนั้นด้วย การหาตำแหน่งอุกกาบาตตกจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ

บรรดาดาวเคราะห์น้อยจำนวนหลายแสนดวงที่โคจรอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี และเวลาดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ถูกรบกวนโดยแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีหรือดาวเสาร์ มันอาจเปลี่ยนวิธีโคจรให้พุ่งต่อไปในทิศสู่โลก ดาวอังคาร ดาวหางหรือดวงจันทร์ แต่เวลาชิ้นเหล่านี้เดินทางถึงโลกซึ่งมีบรรยากาศที่หนาทึบห่อหุ้ม การเสียดสีกับบรรยากาศทำให้สะเก็ดหินจากดาวนอกโลกร้อนและลุกไหม้เป็นดวงไฟพุ่งผ่านท้องฟ้าไปด้วยความเร็วสูง นักดาราศาสตร์รู้ว่านั้นคือแหล่งกำเนิดที่สำคัญของอุกกาบาต

ถ้าสะเก็ดอุกกาบาตเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ และการลุกไหม้จะไม่สิ้นสุด มันก็จะตกชนโลกอย่างรุนแรง เรียกอุกกาบาต ส่วนที่ลุกไหม้ไปจะกลายเป็นละอองดาวที่อาจตกบนก้อนน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา หรือในดินโคลนใต้ทะเลและมหาสมุทร นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่า ทุก 1,300 ปี จะมีอุกกาบาตขนาดกลางตกบนโลก ซึ่งจะทำให้เกิดหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1.5 กิโลเมตร และทุก 100 ล้านปี จะมีหลุมที่เกิดจากอุกกาบาตขนาดใหญ่ตก โดยที่ปากหลุมจะกว้างตั้งแต่ 50-100 กิโลเมตร
     
สำหรับบริเวณที่อุกกาบาตชอบตกนั้นก็ได้มีการพบว่า จำนวนอุกกาบาตที่ตกบริเวณเส้นศูนย์สูตรมีมากเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนที่ตกแถบขั้วโลก และมันมักจะตกในเวลาบ่าย หรือเย็น บ่อยยิ่งกว่าในเวลาเช้า และตกด้วยความเร็วประมาณ 11 กิโลเมตร/วินาที (อุกกาบาตที่มาจากนอกระบบสุริยะจะมีความเร็วสูงกว่านี้) โดยทุกปีโลกจะถูกอุกกาบาตจำนวนประมาณ 30,000 ลูกพุ่งชน ผลก็คือ โลกมีมวลเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 11,000 ตัน แต่เมื่อโลกมีมวล 6x1021 ตัน ดังนั้น มวลที่เพิ่มจึงคิดเป็น 2x10-16 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

ส่วนขยะอวกาศนั้น NASA ได้พบในปี 2015 ว่ามีประมาณ 500,000 ชิ้นส่วน ซึ่งอาจเป็นดาวเทียมที่หมดสภาพทำงาน หรือชิ้นส่วนที่เกิดจากการระเบิดของจรวดส่งดาวเทียม หรือถังเชื้อเพลิงของจรวดที่ใช้งานแล้ว หรือชิ้นส่วนขนาดเล็กที่เกิดจากชิ้นส่วนขนาดใหญ่ชนกัน โดยทุกชิ้นส่วนมีขนาดและความเร็วต่างๆ กัน คือเล็กตั้งแต่ระดับ 100 ไมครอน (0.1 มิลลิเมตร)ขึ้นไป สามารถเทียบได้อย่างนี้ 1,000 ไมครอนหรือไมโครเมตร เทียบเท่า  1 มิลลิเมตร โดยต้องใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) วัดชิ้นงานได้ละเอียดถึงระดับไมครอน แต่ถ้าขยะอวกาศมีความเร็ว 5 เมตร/วินาที ก็สามารถทะลวงชุดที่มนุษย์อวกาศสวมอยู่ได้ ส่วนขยะที่มีขนาด 0.5 มิลลิเมตร

ถ้าขยะอวกาศเล็กตั้งแต่ระดับ 100 ไมครอน (0.1 มิลลิเมตร)ขึ้นไป เทียบขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) วัดชิ้นงานได้ละเอียดถึงระดับไมครอน มีความเร็วเดียวกันก็สามารถทำอันตรายต่อกระจกหน้าต่างของยานอวกาศได้เช่นกัน ด้านขยะที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 เซนติเมตรก็มีสิทธิ์ทำให้สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) มีอันเป็นไปได้ ผลงานการสร้างขยะเหล่านี้เป็นขององค์การรัฐบาล แต่เอกชนหลายหน่วยซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ NASA ก็มีความสามารถจะติดตามดู เฉพาะขยะที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตรเท่านั้น จึงทำให้ “เห็น” ขยะเพียง 23,000 ชิ้นเท่านั้นเอง คือ น้อยกว่า 5% ของขยะที่มี และอีก 95% ไม่มีใครดู

Cr.ผู้จัดการ

Wednesday, January 18, 2017

วันกองทัพไทย ที่อนุสรณ์สถาน ผบ.เหล่าทัพ ร่วมวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณบรรพชนไทย

วันกองทัพไทย


วันกองทัพไทย ที่อนุสรณ์สถาน ผบ.เหล่าทัพ ร่วมวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณบรรพชนไทย


เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2560 การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช องค์วีรมหากษัตริย์ไทย และบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ ตลอดจนเหล่าบรรพชนของไทย ที่สละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้เป็นมรดกตกทอดมาจนทุกวันนี้ โดยกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วย กิจกรรมในช่วงเช้า ได้แก่ พิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ กองบัญชาการกองทัพไทย พิธีบวงสรวงพระบรมรูปมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นมหาราช 9 พระองค์ พิธีถวายราชสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 พิธีวางพวงมาลาสักการะดวงวิญญาณนักรบไทย และพิธีบำเพ็ญกุศล ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

โดยกิจกรรมในวันนี้ ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ พล.อ. สุรพงษ์  สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในการจัดงานวันกองทัพไทย ประจำปี 2560 โดยมี ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีฯ นอกจากนี้ กองทัพไทย ขอเชิญชมการถ่ายทอดสารคดีพิเศษ เนื่องในวันกองทัพไทย ประจำปี 2560 ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20.20น. หรือหลังข่าวภาคค่ำ

กิจกรรมในช่วงบ่าย เนื่องในวันกองทัพไทย ได้แก่ พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลของหน่วยทหารในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย ณ กองพันทหารสื่อสาร กองทัพบก ณ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กองทัพเรือ ณ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง และกองทัพอากาศ ณ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช รวมถึงการเยี่ยมเยียนและมอบของขวัญ เพื่อแสดงความห่วงใย รำลึกถึงความเสียสละของทหาร ตำรวจ และพลเรือนอาสาสมัคร ซึ่งได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศ ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า

Cr.โพสต์ทูเดย์

จีนผลิต หัวปากกาลูกลื่นสำเร็จ ขนาด 300 ไมครอน ลากเส้นยาว 800 เมตรไม่มีสะดุด หลังค้นคว้าเป็นเวลา 5 ปี

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


จีนผลิต หัวปากกาลูกลื่นสำเร็จ ขนาด 300 ไมครอน ลากเส้นยาว 800 เมตรไม่มีสะดุด หลังค้นคว้าเป็นเวลา 5 ปี


สำนักข่าวซินหวารายงานว่า ประเทศจีนเป็นประเทศผู้ผลิตปากกาลูกลื่นที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยจำนวนการผลิตปากกามากกว่า 3.8 หมื่นล้านด้ามต่อปี แต่ที่ผ่านมาจีนกลับไม่สามารถผลิตหัวปากกาลูกลื่นที่มีคุณภาพได้ เนื่องจากกระบวนการผลิตหัวปากกามีความซับซ้อนมากถึง 20 ขั้นตอน จึงต้องนำเข้าหัวปากกาจากประเทศญี่ปุ่น นับเป็นมูลค่า 17 ล้านดอลล่าร์ หรือราว 600 ล้านบาทต่อปี กลุ่มบริษัทเหล็กและเหล็กกล้าเมืองไท่หยวนของจีนประกาศว่า หลังผ่านการศึกษาค้นคว้าเป็นเวลา 5 ปี ทางบริษัทได้ผลิตวัสดุเหล็กสแตนเลสชนิดใหม่เพื่อทำหัวปากกาลูกลื่น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ วัสดุดังกล่าวได้ใช้ในการผลิตปากกาลูกลื่นยี่ห้อดังของจีน หัวปากกาลูกลื่นที่ผลิตมีคุณภาพมั่นคง มีคุณสมบัติเท่าเทียมกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

จีนเป็นประเทศใหญ่ด้านการผลิตปากกา โดยมีวิสาหกิจผลิตปากกาประเภทต่างๆ กว่า 3,000 แห่ง มีผู้ทำงานด้านนี้กว่า 200,000 คน แต่ละปีสามารถผลิตปากกาลูกลื่น 40,000 ล้านด้าม แต่หัวปากกาลูกลื่น และเครื่องผลิตหัวปากกาลูกลื่นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยแต่ละปี จีนต้องนำเข้าวัสดุทำหัวปากกาลูกลื่น 1,000 กว่าตัน ในราคา 120,000 หยวนต่อตัน หัวปากกาลูกลื่นมีขนาดแค่ 300-400 ไมครอน หรือไมโครเมตร (0.3-0.4 มิลลิเมตร) สามารถเทียบได้อย่างนี้ 1,000 ไมครอนหรือไมโครเมตร เทียบเท่า  1 มิลลิเมตร โดยต้องใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) วัดชิ้นงานได้ละเอียดถึงระดับไมครอนความแม่นยำต้องอยู่ภายใน 2 ไมโครเมตร ความละเอียดของพื้นผิวเป็น 0.4 ไมโครเมตรหรือไมครอน การผลิตหัวปากกาลูกลื่นด้วยตนเองได้แล้วจึงเป็นความก้าวหน้าเชิงปฏิวัติทางเทคโนโลยี

บริษัทไท่หยวนเปิดเผยว่า “ไท่หยวน ไอร่อนแอนด์สตีล” (Taiyuan Iron & Steel : TISCO) บริษัทผู้ผลิตเหล็กและเหล็กกล้าชั้นนำของจีนประกาศว่า ได้วิจัยการผลิต “หัวปากกาลูกลื่น” ได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากที่ได้ทุ่มทุนวิจัยมานานนับ 5 ปี ผลสำเร็จของการวิจัยจะทำให้ประเทศจีนสามารถพึ่งพาตนเองในการผลิตปากกาได้ โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถผลิตหัวปากกาทดแทนการนำเข้าได้ทั้งหมดภายในเวลา 2 ปี ทั้งนี้ ผลการทดสอบคุณภาพในห้องทดลองชี้ว่าหัวปากกาของบริษัทไท่หยวน สามารถลากเส้นได้ยาว 800 เมตรโดยไม่ขาดตอน มีคุณภาพทัดเทียมกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

ปากกาลูกลื่นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1943 โดยนักหนังสือพิมพ์ชาวฮังการีชื่อ ลาซโล บิโร (Lazlo Biro) ซึ่งโดยอาชีพทำให้เขาคุ้นเคยกับปัญหา ของปากกาหมึกซึมที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น อาทิ เส้นหมึกไม่สม่ำเสมอ หมึกแห้งช้า และเมื่อถูกอากาศร้อน จะเยิ้มเหนียวเปรอะเปื้อนได้ง่าย เขาจึงเกิดความคิด ที่จะพัฒนาปากกาแบบใหม่ ที่ใช้หมึกชนิดแห้งเร็ว แต่เนื่องจากหมึกชนิดดังกล่าว เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเกิดการแห้งอุดตันได้ เขาจึงนำลูกบอลโลหะเล็กๆ ติดไว้ที่หัวปากกา เพื่อป้องกัน ไม่ให้หมึกสัมผัสกับอากาศโดยตรง ผลพลอยได้จากการนี้คือ ลูกบอลยังทำหน้าที่ควบคุม ให้หมึกไหลออกจากปากกา อย่างสม่ำเสมออีกด้วย (กลไกเดียวกันนี้ ยังนำไปใช้กับ ขวดสเปรย์ดับกลิ่นตัวชนิด โรล-ออน)

ลูกบอลดังกล่าวมีขนาดพอดีกับหัวปากกา และมีช่องว่างเล็กน้อย เพื่อให้ลูกบอลหมุนได้อย่างอิสระรอบตัว เมื่อกดหัวปากกากับผิววัสดุที่เขียน น้ำหมึกจากหลอดหมึก จะไหลลงมาที่หัวลูกบอล ตามแรงโน้มถ่วง เมื่อลูกบอลหมุนไป มันจะหมุนเอาส่วนที่มีหมึกติดอยู่ กดลงบนผิววัสดุที่เขียน ทำให้เกิดเป็นเส้นหมึกสม่ำเสมอ บนผิววัสดุ ซึ่งจะมีขนาดเท่าใดนั้นขึ้นกับขนาดลูกบอล เช่น ลูกบอลขนาด 0.5 มิลลิเมตรหรือ 500ไมครอน ก็จะให้เส้นหมึกขนาด 0.5 มิลลิเมตรหรือ 500 ไมครอนเช่นกัน เทียบขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) วัดชิ้นงานได้ละเอียดถึงระดับไมครอนปากกาลูกลื่น จึงมีความสะดวก ในการใช้งานกว่า ปากกาหมึกซึมแบบเดิมเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำหมึกประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ตัวทำละลาย เม็ดสี และตัวเติมอื่นๆ สีที่นิยมใช้ได้แก่ สีดำ ทำมาจากคาร์บอน สีน้ำเงินได้จากสารประกอบของเหล็ก และสีแดง ทำมาจากสารประกอบแคดเมียม เป็นต้น

Cr.CRI News

องคมนตรี นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยวัย 71 ปี

ชาญชัย ลิขิตจิตถะ


องคมนตรี นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ  ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยวัย 71 ปี


นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว เช้าวันนี้ในวเลา 08.30 น. ในวัย 71 ปี สาเหตุเกิดจากอาการติดเชื้อในปอด  ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุดจาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ว่า สาเหตุที่ นายชาญชัย ถึงแก่อสัญกรรม เพราะ อาการติดเชื้อในปอด นายชาญชัย ลิขิตจิตถะองคมนตรี  เกิดเมื่อวันที่  25 เมษายน พ.ศ. 2489  ปัจจุบันอายุ 71 ปี   เป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างยิ่งในสังคมไทยทั้งวงการตุลาการและวงการการเมือง โดยนายชาญชัย  จบการศึกษามัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดทรงธรรมจบการศึกษา  ระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2512 จบเนติบัณฑิตไทย พ.ศ. 2514

นายชาญชัย ลิขิตจิตถะได้เริ่มทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาประจำกระทรวง ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงราย หัวหน้าศาลแขวงนครสวรรค์ หัวหน้าศาลจังหวัดชลบุรี หัวหน้าศาลประจำกระทรวง หัวหน้าศาลจังหวัดกระบี่ หัวหน้าศาลจังหวัดเพชรบุรี ผู้พิพากษาศาลแพ่ง หัวหน้าคณะในศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 3 รองอธิบดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ผู้พิพากษาศาลฎีกา หัวหน้าแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลอุทธรณ์ หัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 รองประธานศาลฎีกา และได้เป็นเป็นประธานศาลฎีกาในปี 2548  และเกษียณอายุในปี 2549

เขาถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิฤตการเมืองในขณะนั้น ระหว่างที่นายชาญชัย ลิขิตจิตถะดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา โดยในวันที่ 28 เม.ย. เขาเป็นประธานการประชุมร่วมกับคณะตุลาการทั้งสามศาล (ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ) หาทางออกทางการเมืองหลังจากที่มีการร้องให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย. 2559 เป็นโมฆะ และได้ข้อสรุป 3 ข้อจากการประชุมคือ  1.ศาลจะเร่งรัดพิจารณาพิพากษาคดีและดำเนินการในส่วนที่อยู่อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล ให้รวดเร็วทันต่อของความเร่งด่วนในแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น, 2.การพิจารณา คดีความแต่ละศาล จะต้องใช้และตีความตัวบทกฎหมายเดียวกันนั้นต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนี้เพื่อป้องกันความขัดแย้งและสับสนของ ประชาชน และ 3.ในการดำเนินการของแต่ละศาลนั้นยังต้องยึดถือหลักความเป็นอิสระของศาล ตามเขตอำนาจแต่ละศาล

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้นายชาญชัย ลิขิตจิตถะเป็นองคมนตรี ในวันที่ 8 เม.ย. 2551 ต่อมาในวันที่ 6 ธ.ค. 2559   สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายชาญชัยเป็นองคมนตรี   อย่างไรก็ตามในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2552 ชุดสืบสวนภูธรภาค 1 ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัย ขณะเดินอยู่ใกล้กับบ้านชาญชัย ไว้ได้ และผู้ต้องสงสัยสารภาพว่า ได้รับการติดต่อจ้างวานให้ลงมือสังหารชาญชัยภายในวันที่ 7 เมษายน  โดยมีการซัดทอดอดีตนักการเมืองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเนื่องจากต้องการสร้างความวุ่นวาย

Cr.คมชัดลึก,ช่อง 7 สี