Monday, December 19, 2016

เกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนที่ตลาดขายของงานคริสต์มาส ที่จัตุรัสไบรท์ไชแพลตซ์ ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 50 คน

Berlin


เกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนที่ตลาดขายของงานคริสต์มาส ที่จัตุรัสไบรท์ไชแพลตซ์ ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 50 คน


ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) เมืองหลวงของเยอรมนี เกิดเหตุรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนที่ตลาดขายของงานคริสต์มาส ที่จัตุรัสไบรท์ไชแพลตซ์ ใกล้ถนนคูร์เฟอร์สเตนดัมม์ ย่านการค้าหลังในภาคตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนี เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บอีก 50 คน เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หน้าโบสถ์ ไคเซอร์ วิลเฮล์ม อนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตำรวจเชื่อว่า เหตุการณ์นี้เป็นการจงใจ และคนขับรถบรรทุกที่ใช้ในการก่อเหตุถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัว ส่วนผู้ต้องสงสัยอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน เสียชีวิต แต่ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุ สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงเบอร์ลิน (Berlin) บอกกับสื่อมวลชนเยอรมนีหลังเกิดเหตุ ว่า เหตุการณ์ขับรถพุ่งชนครั้งนี้ดูเหมือนเป็นการลงมือโดยตั้งใจ เหตุการณ์นี้ย้อนให้นึกถึงเหตุโจมตีที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยชายคนหนึ่งซึ่งเกิดในตูนิเซีย ขับรถบรรทุก 19 ตัน แล่นไปตามถนนเลียบชายหาด กวาดผู้คนที่รวมตัวกันเฝ้าดูการจุดพลุฉลองวันชาติ คร่าชีวิต 86 ศพ การโจมตีที่พวกรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างความรับผิดชอบ

โฆษกรัฐบาลเปิดเผยว่า นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมตรีเยอรมนี รับฟังรายงานสรุปสถานการณ์จากรัฐมนตรีมหาดไทย และนายกเทศมนตรีเบอร์ลิน ขณะที่ตำรวจบอกว่าไม่พบสิ่งบ่งชี้เกี่ยวกับสถานการณ์อันตรายเพิ่มเติม แต่เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ รถบรรทุกพุ่งเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่มีคนพลุกพล่านมากที่สุดช่วงหนึ่ง ด้วยผู้ใหญ่และเด็กๆ มักจะรวมตัวตามกระท่อมไม้เก่าแก่ต่างๆ ที่ขายอาหารและสินค้าคริสต์มาส ซึ่งจำลองการเฉลิมฉลองประจำปีของทั่วเยอรมนีและเมืองอื่นๆ ของยุโรป   “ผมตกใจอย่างมากกับข่าวคราวเหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้น ณ โบสถ์อนุสรณ์ ในเบอร์ลิน” ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเยอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี กล่าว “มีคนจำนวนมากที่เดินทางมายังโบสถ์ในวันนี้ ต้องมาเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ”      

ขณะที่นาง เอมมา รุชตัน พยานผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า รถบรรทุกที่ใช้ในการก่อเหตุคันนี้พุ่งเข้ามาโดยไม่ชะลอความเร็วลงเลย และวิ่งเข้าใส่ทางเดินที่เต็มไปด้วยผู้คนด้วยความเร็วประมาณ 40 ไมล์ต่อชั่วโมง ไม่มีทางที่นี่จะเป็นอุบัติเหตุอย่างแน่นอน อีกด้านหนึ่ง สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน (Berlin) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Royal Thai Embassy, (Berlin) ว่า อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับกระทรวงต่างประเทศสหพันธ์ฯ และตำรวจสันติบาลแผนกคณะทูตต่างประเทศ ประชาชนไทยสามารถแจ้งหรือสอบถามข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินได้ที่หมายเลขฉุกเฉิน +49 152 0351 9139 และ +49 162 520 7553

Cr.ไทยรัฐ,ผู้จัดการ

มารู้จัก...จุลินทรีย์ แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ระดับไมครอน ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วย ตาเปล่า

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


มารู้จัก...จุลินทรีย์ แบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์  สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ระดับไมครอน ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วย ตาเปล่า


จุลินทรีย์ คือ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วย ตาเปล่า เพราะมีมีขนาดเล็กถึง 0.5 ไมครอน (micron) ซึ่ง 1 ไมโครเมตร เทียบเท่ากับ 1 พันของมิลลิเมตร (1/1,000 มิลลิเมตร) ความเล็กขนาดนี้สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัดชนิด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) แล้ววิธีดูนั้นต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือช่วยในการมองเห็นจุลินทรีย์มีอยู่ทั่วไปทั้งในน้ำ ในดิน ในอากาศ ในร่างกาย ของคน สัตว์ รวมทั้งส่วนต่างๆ ของพืชหรือแม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ไม่ได้ เช่น ในน้ำพุร้อน ในน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิเย็นจัด บริเวณที่มีความเป็นกรดด่างสูง หรือแม้กระทั่ง ในบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน เราอาจจะมองเห็นกลุ่มก้อนของจุลินทรีย์เมื่อมันอยู่รวมกัน เรามองเห็นราดำที่ขึ้นบนแผ่นขนมปังหรือราสีแสดบนซังข้าวโพด หรือจุดสีดำที่กระจายอยู่บนเนื้อผ้าที่เปียกชื้นกองทับกันเป็นเวลานาน ประเภทของจุลินทรีย์ ได้แก่ แบคทีเรีย, รา, สาหร่าย, โปรโตซัว และไวรัส

แบคทีเรีย คือจุลินทรีย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แบบโปรแคริโอต ประกอบด้วยนิวเคลียสแต่ไม่มีเยื่อหุ้ม และยังเป็นสิ่งมีชีวิต ที่พบได้ในเกือบทุกสภาวะแวดล้อม ทั้งดิน นำ อากาศ และในสิ่งมีชีวิตด้วยกันอย่างพืช สัตว์ คน หรือแม้แต่ในสภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ไม่ได้ เช่น ในน้ำพุร้อน ในน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิเย็นจัด บริเวณที่มีความเป็นกรดด่างสูง หรือแม้กระทั่งในบริเวณที่ไม่มีออกซิเจน มีรูปร่าง กลม ท่อนและเกลียว มีทั้งเคลื่อนที่ได้และเคลื่อนที่ไม่ได้ ส่วนใหญ่มีการสืบพันธุ์โดยการแบ่งตัว มีขนาด 0.5-10 ไมครอน (micron) สามารถเทียบได้อย่างนี้ 1,000 ไมครอนหรือไมโครเมตร เทียบเท่า  1 มิลลิเมตร โดยต้องใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) มาวัดค่า มีรูปร่างต่างๆกัน แบ่งตามการย้อมสีได้ 2 ลักษณะคือพวกที่ติดสีน้ำเงินจัดเป็นแกรมบวก และติดสีแดงจัดเป็นแกรมลบ ผู้ที่ได้ทำการสังเกตจนค้นพบแบคทีเรียเป็นคนแรกนั่นก็คือ อังตวน แวน เลเวนฮุค (Antonie van Leeuwenhoek)นักวิทยาศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์

เชื้อราคือสิ่งมีชีวิตทั้งที่เป็นเซลล์เดียว เส้นใย ตลอดจนเจริญขึ้นไปจนเป็นดอกเห็ด จัดเป็นสิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอต เนื่องจากมีนิวเคลียสที่แท้จริง โดยที่นิวเคลียสและเซลล์ต่างๆ มีเยื่อหุ้มเซลล์ โครงสร้างทั่วไปประกอบด้วยเส้นใยที่มีจำนวนมาก และจะสานต่อเนื่องกันเป็นร่างแห ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ ต้องอาศัยการดูดซึมอาหารที่ได้จากการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่างๆ เชื้อราส่วนใหญ่มักสืบพันธุ์ด้วย การสร้างสปอร์

ยีสต์ คือเชื้อราชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะแปลกจากเชื้อรา ตรงที่มีการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพเซลล์เดียวมากกว่าที่จะเจริญเป็นเส้นใย แม้ว่ายีสต์บางชนิดจะมีการสร้างเส้นใยแต่ก็ไม่เด่นชัดเหมือนเชื้อราทั่วไป ยีสต์ส่วนใหญ่ไม่เคลื่อนที่ แต่มีการเคลื่อนไหวแบบบราวเนียน และเพิ่มจำนวนด้วยการแตกหน่อ

Cr.แนวหน้า

Sunday, December 18, 2016

“มังกรไฟ” สโมสรบีอีซี เทโร ศาสน ประกาศขายทีม นายไบรอัน แอล มาร์คา ถอดใจประกาศขายทีมบีอีซี เทโรฯ ที่ทำเงินและผลงานอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี

มังกรไฟ


“มังกรไฟ” สโมสรบีอีซี เทโร ศาสน ประกาศขายทีม นายไบรอัน แอล มาร์คา ถอดใจประกาศขายทีมบีอีซี เทโรฯ ที่ทำเงินและผลงานอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี


ตามที่เราได้ทราบกันแล้วว่า “มังกรไฟ” สโมสรบีอีซี เทโร ศาสน ประกาศขายทีมมาตั้งแต่จบฤดูกาล 2015 (พ.ศ. 2558) หลังต้องหล่นไปเล่นดิวิชั่น 1 ทว่า เคราะห์ดีที่สโมสรเพื่อนตำรวจ ติดปัญหาด้านตลาดหลักทรัพย์ จนต้องถูกตัดออกจากการแข่งขัน ทำให้ สโมสรบีอีซี เทโร ศาสน “มังกรไฟ” ยังสามารถผงาดรักษาสถิติเป็นทีมที่ไม่ตกชั้นไทยลีกนานที่สุด ตั้งแต่ปี 2539 แต่ถึงกระนั้น บมจ.บีอีซี เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ก็ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ได้ขายหุ้นของ บริษัท บีอีซี เทโร ศาสน จำกัด ให้แก่บริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บมจ.สยามสปอร์ต) จำนวน 999,997 หุ้น หรือคิดเป็น 99.99% ของหุ้นทั้งหมด โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 135 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นเงินสด 90,000,000 บาท พร้อมได้สิทธิในการลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์อีก 45,000,000 บาท

เรื่องสโมสรบีอีซี เทโร ศาสน ประกาศขายทีม ดังกล่าว ประธานใหญ่ทีม“มังกรไฟ” ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนหน้านี้ว่า “ผมจะขอยุติบทบาทการทำทีมฟุตบอลบีอีซี เทโรศาสน เป็นที่แน่นอนแล้ว ด้วย 2 เหตุผล ทั้งที่จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาก แถมผมยังเป็นคนบริหารทีมบีอีซี เทโรฯมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 เป็นเวลา 23 ปี ผมผ่านร้อนผ่านหนาวในเวทีลูกหนังไทยมาเยอะมีทั้งดีใจกับความสำเร็จและเสียใจเมื่อทีมล้มเหลว” ไบรอันกล่าวต่อไปว่า “แต่วันนี้ผมมีความรู้สึกเบื่อสุดๆและได้ไตร่ตรองดูแล้วว่า ถึงเวลาที่ผมต้องพักและพอแล้ว ในเมื่อทีมผมไม่ได้รับความยุติธรรมกับเกมที่พบกับแบงค็อกฯที่ใครก็รู้ดีว่าแบงค็อกฯผิดเต็มๆกับการส่งผู้เล่นต่างชาติเกินโควตา แต่มีการ ตัดสินให้ผมเป็นฝ่ายแพ้ ในเมื่อทำทีมแล้วไม่ได้รับความยุติธรรมก็ไม่รู้จะทำต่อไปอีกทำไม อีกเหตุผลคือภรรยาผมก็ไม่เห็นด้วยที่ผมทุ่มเทให้กับฟุตบอลเพราะที่ผ่านมา 20 กว่าปีนั้นผมหมดเงินส่วนตัวไปกับการทำทีมฟุตบอลนับพันกว่าล้านบาท ภรรยาผมบอกให้พอได้แล้ว”

โดย บมจ.บีอีซี เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ก็ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 และลงนามในตราสารการโอนหุ้นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ก่อนจะมีการประกาศยกสิทธิ์การทำทีมให้กับ กลุ่มทุนอุดรธานี และเตรียมโยกไปใช้สนามกีฬาราชภัฏอุดรธานีเป็นรังเหย้าในปี 2017 (พ.ศ. 2560) เช่นเดียวกับทีม ไทยลีก “ยักษ์แสด” อุดรธานี เอฟซี ในลีกภูมิภาค
     
หากมองให้ลึกกว่านั้น สิทธิในการลงแข่ง ไทยลีก ไม่ใช่ของสโมสรบีอีซี เทโรศาสน แต่เป็นของอดีตนายกสมาคมฟุตบอลฯ นายวรวีร์ มะกูดี ที่ก่อตั้งทีมในชื่อ โรงเรียนศาสนวิทยา แต่ต้องวางมือลงหลังจากได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมฟุตบอลฯ แต่ก็ยังมีคนเชื่อว่า “บังยี” ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ยืมชื่อคนอื่นเข้ามาเป็นหัวโขนในการบริหารทีมเท่านั้น ทีนี้คงถึงบางอ้อกันแล้วสิว่าเหตุใด นายไบรอัน แอล มาร์คา ถึงถอดใจประกาศขาย“มังกรไฟ”ทีมบีอีซี เทโรฯ ที่ทำเงินและผลงานอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี มีผลงานหวานหอม ทั้งแชมป์ไทยลีก 2 สมัย (ปี 2543 - 2544), รองแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก (ปี 2546), รองแชมป์เอฟเอคัพ (ปี 2552) และ แชมป์โตโยต้าลีกคัพ (ปี 2557)
     
น่าแปลกใจที่สิทธิในการลงแข่งขัน ไทยลีกกลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับสโมสร แต่ขึ้นอยู่กับ “เจ้าของสิทธิ์” และให้หยิบให้ยืมสโมสรกันได้ ราวกับเสื้อวินมอเตอร์ไซค์ แบบนี้คงไม่แปลกใจหากจะมีใครซักคนที่มีสิทธิ์ในการแข่งขันไทยลีก นำคณะบริหารชุดใหม่ และนักเตะชุดใหม่ข้ามหัวนักเตะเดิมได้อย่างสบายตัว โดยไม่ต้องแข่งไต่ลีกขึ้นมาเหมือนทีมที่อยู่ต่ำชั้นกว่า เรื่องสิทธิ์ในการลงแข่งของ “มังกรไฟ” ก็นับเป็นเรืองหมกเม็ดอีกเรื่องของวงการฟุตบอลไทย ที่ยิ่งสาวใส้ยิ่งเหม็นโฉ่เข้าไปทุกที      

ดังนั้น การหวังพึ่งท่อน้ำเลี้ยงจากสปอนเซอร์เป็นหลัก จึงถือเป็น 1 ใน “ความเสี่ยง” ที่สโมสรฟุตบอลของอาชีพของไทย หากวันใดผลงานไม่เป็นไปตามเป้า หรือกระแสความนิยมลดลงจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเรื่องนี้ทาง “บิ๊กโจ” พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการ และโฆษกประจำสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ เนื่องจากผู้บริหารหลายสโมสรยังต้องการเห็นผลกำไรจากการทำทีมฟุตบอล เมื่อไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้จึงมีการถอนตัวออกไปในที่สุด
     
“ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลฯ ได้ออกกฏคลับไลเซนซิ่งเพื่อควบคุมดูแลทุกสโมสรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีกฎห้ามการปรับเปลี่ยนสโมสรอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ทีมมีความมั่นคง แม้จะยังช่วยให้ทุกทีมพัฒนาเท่าเทียมกันได้ทั้งหมด แต่เชื่อว่าในอนาคตไทยลีกจะมีความมั่นคง และมีการแข่งขันที่สนุกสนามกว่านี้แน่นอน” โฆษกประจำสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย กล่าว

Cr. ผู้จัดการ,ไทยรัฐ

นวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ผลิตผ้าทอจากเส้นใยสแตนเลส ขนาดเล็กมาก ระดับไมครอน

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


นวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ผลิตผ้าทอจากเส้นใยสแตนเลส ขนาดเล็กมาก ระดับไมครอน


นวัตกรรมใหม่  ๆ เพื่อเป็นการดำเนินรอย “กษัตริย์นักคิด นักพัฒนา” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ประกอบการและนักออกแบบต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการพัฒนา “ความคิดสร้างสรรค์” ให้สอดรับกับกระแสยุคปัจจุบัน เปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่า โดยไม่ลืมรากฐานความเป็นไทยที่มีความได้เปรียบเป็นทุนเดิม เป็นหนึ่งในทางออกที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการต่าง ๆ ภายในประเทศ ให้สามารถดึงความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์กับทุนทางวัฒนธรรมและสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ ให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่ม “มูลค่า”สูงสู่สายตาประชาคมโลก โดยได้จัดทำนิทรรศการ “Baht & Brain” เพื่อนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของผู้ประกอบการที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการได้

หนึ่งในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่ม “มูลค่า”สูงสู่สายตาประชาคมโลก นั้นคือ กลุ่มหัตถกรรม (Craft) หนึ่งในธุรกิจที่เกิดขึ้นจากศิลปวัฒนธรรมไทยที่กลายเป็นที่รู้จักระดับโลก โดยธุรกิจงานฝีมือและหัตถกรรมเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของงานออกแบบและงานศิลปะของไทย จึงเป็นแหล่งรวมของแรงงานสร้างสรรค์ที่มีมากกว่า 323,000 คนทั่วประเทศ  ฉะนั้นการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการผลิตงานฝีมือ ทั้งในด้านการเพิ่มปริมาณการผลิต และสร้างความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ที่จะต่อยอดงานหัตถกรรมแบบดั้งเดิมให้ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบันมากขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้นตามลำดับ

ตัวอย่างความสำเร็จของนักออกแบบในกลุ่มนี้ อาทิ การผลิตผ้าทอจากเส้นใยสแตนเลสขนาดเล็กมากระดับไมครอน เทียบขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) การผลิตผ้าทอจากเส้นใยสแตนเลสขนาดเล็กมากระดับไมครอนที่นำเสนอความแปลกใหม่ และสามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ เสื้อผ้าดีไซน์แปลกใหม่ กระเป๋าถือป้องกันคลื่นรบกวน และวัสดุบุผนังป้องกันคลื่นรบกวน

จารุพัชร อาชวะสมิต ผู้เป็นนักออกแบบและพัฒนาสิ่งทอ กล่าวว่า ความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจการออกแบบสิ่งทอของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมเริ่มต้นขึ้น เมื่อครั้งได้รับโอกาสในการทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับมูลนิธิชัยพัฒนา เพราะได้สัมผัสกับมุมมองของความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศจากโครงการในพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างมากมากมาย ได้เรียนรู้ถึงความเป็นนักพัฒนาที่ไม่มีวันหยุดของพระองค์ท่าน

จารุพัชร อาชวะสมิต ผู้เป็นนักออกแบบและพัฒนาสิ่งทอ จึงตั้งมั่นว่าจะต้องใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านออกแบบสิ่งทอของตนเอง มาร่วมเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะทางด้านงานหัตถกรรมสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของไทย อันจะนำไปสู่การสร้างงานและการกระจายรายได้อย่างยั่งยืนสู่ชุมชนตามรอยพระราชดำริด้วย นวัตกรรมผ้าทอจากเส้นใยสแตนเลสขนาดเล็กมากระดับไมครอนขึ้น

การปรับตัวให้สอดรับกับกระแสของโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและอย่างรวดเร็วโดยยังคงตัวตนของท้องถิ่นไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการพัฒนางานหัตถกรรมสิ่งทอ ความสร้างสรรค์และความแตกต่าง การทำความรู้จักและเปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเข้าไปพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์จะทำให้หัตถกรรมสิ่งทอของไทยสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น"ผ้าทอจากเส้นใยสแตนเลสขนาดเล็กมากระดับไมครอน ด้วยการสร้างสรรค์ทอผ้าจากโลหะ กล่าวเสริม

ยกตัวอย่างแนวคิดที่เธอได้พัฒนาการทอผ้าจากโลหะ ซึ่งมาจากไอเดียที่จะใช้วัสดุที่ก้าวข้ามความเชื่อเดิมๆ ก้าวข้ามการผลิตและการใช้งานเดิม ๆ และโลหะเป็นวัตถุดิบที่ความแข็งแกร่งแต่สามารถดึงให้กลายเป็นเส้นที่นิ่มนวลและเล็กได้ในระดับไมครอน ซึ่ง 1,000 ไมโครเมตรหรือไมครอน สามารถเทียบได้กับ  1 มิลลิเมตร โดยต้องใช้เครื่องมือวัดที่เรียกว่า ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) มาวัดค่า การทอผ้าจากโลหะระดับไมครอนจึงมีความหรูหรามันวาว แต่สามารถผ่านกรรมวิธีการทำให้เป็นคราบ (patina) ให้ดูเก่าและดิบได้ และเป็นวัสดุที่มีระบบธุรกิจทั้งมหภาคและจุลภาครองรับการรีไซเคิลอย่างกว้างขวาง

จากแนวคิดดังกล่าว จารุพัชร นักออกแบบและพัฒนาสิ่งทอ  ได้เริ่มต้นทดลองจากการใช้ สแตนเลส ทองแดง ทองเหลือง และดีบุก โดยผ้าทอสแตนเลสนั้นมีความพิเศษคือ ใช้เส้นใยขนาดเล็กหน่วยเป็นไมครอน เทียบขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer) ซึงเล็กมากขนาดนั้น ทำให้ผ้าเบาโปร่งแสง และไม่ต้องใช้สารเคมีในการทำให้เกิดลายเลย เพราะลวดลายเกิดจากการให้ความร้อนที่ผิวเส้นใย ผ้าสแตนเลสมีผิวสัมผัสที่เรียบลื่นละเอียดคล้ายผิวสัมผัสของผ้าไหม สามารถทำความสะอาดได้ด้วยการล้างและผึ่งให้แห้ง ไม่เกิดสนิม
ส่วนเส้นใยโลหะชนิดอื่นๆ เช่น ทองแดง ทองเหลืองใช้กรรมวิธีที่ทำให้เกิดคราบ (patina) เป็นตัวทำให้เกิดลาย ผลงานเหล่านี้อยู่ภายใต้แบรนด์ Ausara Surface ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักออกแบบตกแต่งภายใน นำไปใช้ในการตกแต่งโรงแรม คอนโดมิเนียม สนามกอล์ฟและบ้านพักอาศัยทั้งในประเทศไทย เอเซียและยุโรป

จารุพัชร นักออกแบบและพัฒนาสิ่งทอ กล่าวทิ้งท้าย " ตนมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากผู้ประกอบการและนักออกแบบไทยมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเอง ไม่หยุดอยู่กับที่ เปิดใจรับนวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ จะสามารถพัฒนาธุรกิจ ด้วยการเปลี่ยนมันสมองและภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็น จุดเด่น และเป็นที่ยอมรับในสายตาคนทั่วโลกได้"

Cr.ข่าว Eureka

9 วลีเด็ดของ “ปันปัน สุทัตตา” ยอมรับแก้ปลายจมูก หลังจากโดนทักเกรียวกราวว่าจมูกเปลี่ยนไป

ปันปัน


 9 วลีเด็ดของ  “ปันปัน สุทัตตา” ยอมรับแก้ปลายจมูก หลังจากโดนทักเกรียวกราวว่าจมูกเปลี่ยนไป


ปันปัน สุทัตตา” ยอมรับแก้ปลายจมูก หลังจากโดนทักเกรียวกราวว่าจมูกเปลี่ยนไป ซึ่งสาว “ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์” เลยเปิดใจตรงๆ ว่า ไปแก้ปลายจมูกมา ที่สำคัญ ปรึกษาครอบครัวแล้ว คาดว่าทุกอย่างจะดีขึ้น บอกเป็นส่วนเดียวที่ไม่เข้ากับหน้า อ้อนทำมาแล้วอย่าด่ากันเลย เพราะแก้ไม่ได้ คาดครึ่งปีเข้าที่ ฟุ้งหนุ่มนอกวงการมาจีบ โสดเกือบสนิท! เผยยังเป็นนักแสดงอิสระ ไม่คิดเซ็นกับใคร

นับได้ว่า “ปันปัน สุทัตตา” เป็นอีกหนึ่งนักแสดงวัยรุ่นที่หลายคนต่างยอมรับในฝีมือการแสดงของเธอ ซึ่งเธอแม้สาว “ปันปัน สุทัตตา” จะมีอายุ 19 ปีเท่านั้น แต่เมื่อเธอได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น รวมถึงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเธอ ก็มักจะมีวลีเด็ดๆ ให้แฟนๆ ได้ยินเสมอๆ ทาง “ดาราเดลี่” จึงได้ขอรวบรวม 9 วลีเด็ดของสาว “ปันปัน สุทัตตา” ที่เคยพูดไว้มาให้แฟนๆ ติดตาม ดังนี้

       1.เคยคิดออกจากวงการ แต่แล้วยังไงอะ ออกไปไม่มีงานทำ แต่เดินข้างถนนคนก็รู้จักอยู่ดี (จากแถลงกรณีโพสต์แรงใน IG )

       2.อยากให้ทุกคนเข้าใจ ว่าดาราก็เป็นคนเหมือนกัน (จากงานแถลงข่าว  i hate you i love you)

       3.จะให้หนูมาเดินยิ้มตลอดเวลา หนูก็ทำไม่ได้ มันก็เมื่อยปาก (จากงานแถลงข่าว  i hate you i love you)

       4.ถ้าเรามีทุกอย่างตอนนี้เรียบร้อยแล้ว เราจะทำร้ายชีวิตตัวเองไปเรื่อยๆ ทำไม (จากรายการ Club Friday SHOW วันที่ 10 ธันวาคม 2559)

       5.คนที่เขาด่าก็ปล่อยเขาด่า เขาก็คงสนุกของเขา ลองมาด่าหนูต่อหน้าสิ (จากรายการ Club Friday SHOW วันที่ 10 ธันวาคม 2559)

       6.ถ้าคบใครซักคนชีวิตต้องดีขึ้น ถ้ามีแล้วชีวิตเท่าเดิมหรือแย่ลงอย่ามาดีกว่า (จากรายการ Club Friday SHOW วันที่ 10 ธันวาคม 2559)

       7.แต่หนูก็จะยืนหยัดที่หนูเป็นตัวเองแบบนี้นะ ทุกคนจะมองว่าแรงนะ แต่หนูจะไม่ยอมสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเองไปกับวงการมายา หนูจะไม่ให้ความเฟคความอะไรพวกนี้มาดูดหนูเข้าไป (จากบทสัมภาษณ์เว็บไซต์เดลินิวส์)

       8.หนูมองว่าชื่อเสียงได้มาก็ดับได้ เราก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เราต้องตั้งใจเรียนไว้ (จากบทสัมภาษณ์ของ Thairath)

       9.ที่หนูขนของหรูมาเข้าฉากนั้น มองเป็นการช่วยทีมงานให้ทำงานกันสะดวก อย่าดราม่ากันเยอะ เพราะหนูไม่ได้ทำอะไรผิด (สัมภาษณ์จากรายการ EFM)

Cr. ข่าวผู้จัดการ, ดาราแดรีย์

Saturday, December 17, 2016

มอเตอร์ขนาดจิ๋ว(Micromoter) กำจัดมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันปรากฏการณ์เรือนกระจก

ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)


มอเตอร์ขนาดจิ๋ว(Micromoter) กำจัดมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันปรากฏการณ์เรือนกระจก


สักวันหนึ่ง อาจจะมีอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมมนุษย์นี้ อาจจะสามารถช่วยกำจัดมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ในมหาสมุทรก็เป็นไปได้ นั้นก็คือ มอเตอร์จิ๋ว วิศวกรนาโน จากมหาวิทยาลัย University of Californiaได้ประดิษฐ์มอเตอร์จิ๋ว(Micromoter)ทรงกระบอกขนาดเล็ก โดยมันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วในน้ำ เพื่อกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผิวของมอเตอร์จิ๋วนี้ได้ถูกดัดแปลงด้วยเอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส (enzyme carbonic anhydrase) ซึ่งช่วยทำให้มอเตอร์เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตได้อย่างรวดเร็ว

คณะวิจัยวิศวกรนาโนจากมหาวิทยาลัย University of California ในเมืองซานดิเอโก ได้ออกแบบมอเตอร์ขนาดไมครอน (ขนาด 1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)) ที่ดัดแปลงพื้นผิวด้วยเอนไซม์ ซึ่งสามารถเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วภายในน้ำ  มอเตอร์ขนาดจิ๋วนี้สามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนมันให้อยู่ในสถานะของแข็งที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้

คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of California ได้กล่าวว่า “งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบได้แสดงให้เห็นถึงหนทางที่เป็นไปได้ที่จะลดการก่อตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สหลักที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก” คณะวิจัยนี้นำโดย ศาสตราภิชานทางด้านวิศวกรรมนาโนเทคโนโลยี ศ. Joseph Wang ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในวารสาร Angewandte Chemie

ในงานวิจัยของพวกเรา วิศวกรนาโนได้สาธิตให้เห็นว่า  มอเตอร์ขนาดจิ๋ว(Micromoter)สามารถกำจัดคาร์บอนที่ปนเปื้อนในน้ำได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 5 นาที จากสารละลายที่อิ่มตัวด้วยคาร์บอนไดออกไซด์มอเตอร์ขนาดจิ๋วสามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากสารละลายในน้ำที่ถูกขจัดไอออนได้ถึง 90% และมันยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้อยู่ในน้ำทะเล โดยสามารถกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 88% ภายในระยะเวลาที่เท่ากัน

Kevin Kaufmann ผู้ช่วยนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการของ Wang และเป็นผู้เขียนร่วมในงานวิจัยนี้ด้วยได้กล่าวว่า “ในอนาคตมันมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะใช้มอเตอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบำบัดน้ำเสียเหมือนกับโรงงานกำจัดคาร์บอนในน้ำ” และ Virenda V. Singh นักวิจัยวิศวกรนาโนปริญญาเอก จากกลุ่มวิจัยของ ศ. Wang และเป็นผู้เขียนร่วมของงานวิจัยนี้ได้กล่าวว่า “พวกเราตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ในการนำมอเตอร์จิ๋วนี้ไปใช้ต่อสู้กับความเป็นกรดของน้ำในมหาสมุทรและภาวะโลกร้อนได้”

มอเตอร์ขนาดไมครอนนี้ (ดูว่าเล็กขนาดไหนน ลองเทียบขนาดดีว่า  1 มิลลิเมตร = 1,000 ไมครอน ที่สามารถวัดได้จากเครื่องมือวัด ไมโครมิเตอร์ (Micrometer)) เป็นทรงกระบอกยาว 6 ไมโครเมตร  ซึ่งช่วยเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งเป็นแร่ธาตุของแข็งที่พบได้ในเปลือกไข่ กระดองสัตว์ เปลือกที่ห่อหุ้มตัวสัตว์น้ำอาหารเสริมแคลเซียมหลายชนิด และซีเมนต์

มอเตอร์จิ๋ว(Micromoter)นี้จะมีพอลิเมอร์หุ้มอยู่ที่ชั้นนอกสุด ซึ่งได้บรรจุเอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส ที่จะช่วยเร่งปฏิกิริยาระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเพื่อก่อตัวเป็นไบคาร์บอเนต  และเมื่อเติมแคลเซียมคลอไรด์ลงในน้ำที่มีสารละลายอยู่ มันจะช่วยเปลี่ยนไบคาร์บอเนตให้เป็นแคลเซียมคาร์บอเนต คณะวิจัยได้กล่าวอีกว่า “การเคลื่อนที่ที่รวดเร็วและต่อเนื่องในสารละลายของมอเตอร์จิ๋วนี้ทำให้มอเตอร์มีประสิทธิภาพในการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำได้อย่างยอดเยี่ยม” คณะวิจัยได้อธิบายว่า การเคลื่อนที่โดยอัตโนมัติของมอเตอร์จิ๋วนี้ได้ไปเหนี่ยวนำการกวนผสมสารละลายให้เข้ากันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ได้เร็วขึ้น

แหล่งพลังงานของมอเตอร์จิ๋ว(Micromoter)นี้ได้จากการเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไป  ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับผิวของแพลตินั่มที่อยู่ข้างในของมอเตอร์  และก่อให้เกิดก๊าซออกซิเจนขึ้นในที่สุด โดยลำของฟองก๊าซนี้จะผลักดันให้มอเตอร์เคลื่อนที่ไปรอบๆ โดยเพียงแค่ใส่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงในน้ำเพียงเล็กน้อย 2-4% มอเตอร์ก็จะมีความเร็วในการขับเคลื่อนเร็วกว่า 100 ไมโครเมตร/วินาที

อย่างไรก็ตามการใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับมอเตอร์จิ๋วถือเป็นข้อด้อย เพราะมันถือว่าเป็นการเติมสารเติมแต่งเพิ่มเข้าไป อีกทั้งการใช้แพลตินั่มที่มีราคาสูงในการสร้างมอเตอร์ขึ้นมา ในขั้นต่อไปคณะวิจัยกำลังวางแผนถึงการสร้างมอเตอร์จิ๋วสำหรับดักจับคาร์บอนที่ขับเคลื่อนโดยน้ำ  Kaufmann ได้กล่าวว่า “ถ้ามอเตอร์จิ๋ว(Micromoter)สามารถใช้สภาพแวดล้อมมาเป็นเชื้อเพลิง มอเตอร์เหล่านี้ก็จะสามารถขยายระดับการผลิตได้มากขึ้น รวมไปถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและราคาไม่สูงจนเกินไปอีกด้วย”

Cr.ข่าว Vcharkarn.com

ตำนานรักต่างวัย ซูซี่ หทัยเทพ และพระเอกสุดหล่อ ปิดฉากลงไปแล้ว หลังอยู่ด้วยกันมานาน 25 ปี

ซูซี่ หทัยเทพ


ตำนานรักต่างวัย ซูซี่ หทัยเทพ และพระเอกสุดหล่อ  ปิดฉากลงไปแล้ว หลังอยู่ด้วยกันมานาน 25 ปี 


เรื่องราวความรักดุจเทพนิยายของ ไฮโซรุ่นเดอะ ซูซี่ หทัยเทพ ธีระธาดา และ สามีรุ่นน้อง นักแสดงหนุ่มกล้ามล่ำบึ้ก ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล ที่อายุต่างกันกว่า 24 ปี เคยเป็นที่ฮือฮา และ อิจฉาของสาวๆทั่วประเทศ ด้วยความสวีตหวานและความรักที่เข้าอกเข้าใจในกันและกันของทั้งคู่ แต่ล่าสุด ตำนานรักต่างวัยครั้งนี้ก็ต้องปิดฉากลงไปแล้ว!! โดย คุณซูซี่ ได้ออกมาเปิดใจถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ รักล่ม!! ผ่านทาง รายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย

ซูซี่ หทัยเทพ ธีระธาดา เป็นเซเลบริตี้ที่คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น และวงการความงาม หรือเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะคุณแม่ของพระเอกกล้ามโต ดอน ธีระธาดา แต่ที่ทำให้ชื่อของซูซี่ หทัยเทพ เป็นที่รู้จักอย่างมาก และกลายเป็นข่าวดังนั่นก็คือ เรื่องราวความรักของเธอกับพระเอกสุดหล่อ คุณวิทย์ หรือ "ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล" หรือปู่โสมนั่นเอง ซึ่งทั้งคู่อายุห่างกันถึง 25 ปี และคบหาดูใจกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว

แม้ว่าอายุ ซูซี่ หทัยเทพ ธีระธาดา จะล่วงเลยเข้าสู่วัย 70 ปี แต่กาลเวลาไม่สามารถทำอะไร ไฮโซสาวสองพันปีอย่างคุณ "คุณซูซี่ หทัยเทพ ธีระธาดา" ได้เลย เธอยังคงสวย เซ็กซี่ สง่า จนทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ หลายๆ คน ต้องแอบอิจฉาในรูปร่าง และความงามของเธอเลยทีเดียว โดยในคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอเผยความลับผิวหน้าอ่อนเยาว์ให้สาวๆได้รู้กันในรายการวู๊ดดี้ เกิดมาคุย และยังโชว์เสต็ปการตบหน้าให้ "วู้ดดี้" ที่เธอบอกว่าจะทำให้ใบหน้าเรียวกระชับขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม ซึ่งเธอได้ทุ่มเงินเพื่อไปเรียนมาถึง 20 ล้านบาท

นอกจากความสวยที่ไม่มีที่ติแล้ว สุภาพสตรีคนนี้ยังเป็นผู้หญิงที่เก่งและแกร่ง ชนิดหาตัวจับยาก เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ แต่ธุรกิจที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่และไม่ธรรมดา เธอเป็นผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ที่ทำให้คนทั่วไปอิจฉามากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เรื่องราวความรักต่างวัยของเธอกับ "คุณวิทย์ ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล" พระเอกสุดหล่อดีกรีนายแบบ ที่มีอายุน้อยกว่าถึง 25 ปี ซึ่งคอยดูแลอยู่ข้างกายเป็นเวลา 20 ปีแล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ทั้งคู่ก็ยังคงเติมความหวานให้กันอย่างสม่ำเสมอ ได้ฟังแล้วอาจทำให้คู่รักหลายคู่ ต้องอิจฉาเลยทีเดียว

สำหรับเรื่องราวความรักของ ซูซี่ หทัยเทพ ธีระธาดา นักธุรกิจสาววัยกว่า 70 กับสามีหนุ่มรุ่นน้อง ที่อายุห่างกันถึง 24 ปี และอยู่ด้วยกันมานาน 25 ปี โดยก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยได้ออกมาให้สัมภาษณ์เปิดใจกับพิธีกรดัง "วู้ดดี้" เมื่อหลายปีก่อนทำเอาหลายคนออกอาการอิจฉาตาร้อน   แต่แล้ว ซูซี่ หทัยเทพ ธีระธาดา เผยว่า แยกทางกันมาเกือบปีแล้ว ส่วนอะไรคือสาเหตุที่ชีวิตรักของเธอจบลง แล้วทำไมจึงเพิ่งมาเปิดเผย และเธอสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในวันที่ขาด  "คนเคยรัก" ได้อย่างไร แล้วเธอจะพร้อมมีรักครั้งใหม่อีกหรือไม่

หลังแยกทางกับสามีมาเกือบปี ซึ่งทางคุณซูซี่ หทัยเทพ ได้มาเปิดบ้านและเปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ชีวิตรักของเธอจบลง แล้วทำไมจึงเพิ่งมาเปิดเผย และเธอสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในวันที่ขาด "คนเคยรัก" ได้อย่างไร แล้วเธอจะพร้อมมีรักครั้งใหม่อีกหรือไม่ ในวันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม 2559 ในรายการ WOODY (วู้ดดี้) ซึ่งจะออกอากาศบอกเล่าความจริง เป็นการมาพูดคุยกันแบบเดี่ยว ๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอออกมาบอกว่า รักต่างวัยที่ใคร ๆ อิจฉา จบลงแล้ว !!

Cr.ข่าว Teenee,Sanook